Outside no. 1 𖤘 Tag: หุบเขาเสือกระโจน, เดินป่า
การไปปีนเขาที่ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ครั้งแรก ประทับใจกว่าที่คิด
ปกติแล้ว ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ คือช่วงเวลาที่เรารอคอยที่จะได้อยู่บ้านเงียบ ๆ ทำความสะอาดครั้งใหญ่ และค่อย ๆ เคลียร์กองหนังสือที่ดองมาตลอดทั้งปี
แต่ปีนี้กลับต่างออกไป เมื่อเราไปสะดุดกับ เส้นทางเดินป่าในจีน แห่งหนึ่ง ภาพภูเขาหิมะที่ทอดยาวสุดสายตา ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ชุ่มชื่น และคำชวนว่า “มือใหม่ก็เดินได้”
ที่นี่คือ หุบเขาเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge)เมืองลี่เจียง
เส้นทางยาว 15 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 วัน 1 คืน พักโฮมสเตย์บนภูเขาในคืนสิ้นปีพอดี ตื่นเช้ามาก็เริ่มปีใหม่บนเขา
แค่คิด ก็รู้แล้วว่าปีใหม่ปีนี้จะไม่เหมือนเดิม… แต่ตื่นเต้นได้ไม่นาน ความกังวลก็ค่อย ๆ ตามมา
ครั้งแรกกับการเผชิญอากาศ 0 องศา
ครั้งแรกกับการปีนเขาข้ามวันในต่างประเทศ
ครั้งแรกกับการไปเมืองจีนอันเลื่องชื่อ (แปลก ๆ)
ร่างกายจะไหวไหม? ห้องน้ำจะโหดสมคำล่ำลือหรือเปล่า? แล้วจะสื่อสารกับคนท้องถิ่นที่ไม่พูดภาษาอังกฤษอย่างไร?
เอาน่า! มีเวลาตั้ง 4 เดือน มาเตรียมตัวกันเถอะ
ทำความรู้จักเสือกระโจน

หลังจากจองทริปแล้ว สิ่งต่อมาที่เราทำก็คือ พยายามทำความรู้จักหุบเขาชื่อแปลกแห่งนี้ให้มากขึ้น
หุบเขาเสือกระโจน คือหุบเขาขนาดใหญ่ที่คั่นอยู่ระหว่างภูเขาหิมะสองลูก ฝั่งหนึ่งคือ ภูเขาหิมะมังกรหยก ที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อกันดี อีกฝั่งคือ ภูเขาหิมะฮาบะ ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ตรงกลางมี แม่น้ำจินซา ไหลผ่าน ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแยงซี แม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชีย และยาวเป็นอันดับสามของโลก
ว่ากันว่า ในอดีตเคยมีนายพรานไล่ล่าเสือตัวหนึ่ง จังหวะที่ถูกต้อนจนสุดทาง เสือตัวนั้นกระโจนข้ามจากฝั่งภูเขาหิมะฮาบะ ไปยังฝั่งภูเขาหิมะมังกรหยก ชาวบ้านเลยเรียกหุบเขาแห่งนี้ว่า เสือกระโจน นับตั้งแต่นั้นมา
แล้วเส้นทางที่เรากำลังจะไปเดินก็อยู่บนฝั่งของ ภูเขาหิมะฮาบะ นี่เอง
จุดสูงสุดของภูเขานี้สูงกว่า 3,600 เมตร แต่เส้นทางที่เราเดิน และที่พักโฮมสเตย์จะอยู่ที่ระดับประมาณ 2,500 เมตร ซึ่งก็สูงพอ ๆ กับดอยอินทนนท์
ไกด์ทัวร์เล่าว่า มีเส้นทางที่สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้ แต่หลังจากเลยจุดโฮมสเตย์ไปแล้ว จะไม่มีเส้นทางที่รถเข้าถึงได้ ไม่มีที่พักอบอุ่น ต้องกางเต็นท์ และเตรียมอาหารไปเอง
บนยอดเขาจึงเหมาะกับนักผจญภัยมือโปรเท่านั้น ส่วนเราขอเริ่มต้นจากเส้นทางที่พอดีกับร่างกายของตัวเองก่อน
เตรียมร่างกาย
ถึงจะบอกว่า “มือใหม่เดินได้” แต่จากประสบการณ์จากทริปก่อนหน้านี้ก็ทำให้เราตระหนักว่า การเดินป่าต้องการทั้งปอดและหัวใจที่แข็งแรงมากกว่าที่คิด คาร์ดิโอจึงกลายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
รอบนี้เลยตั้งใจจะเตรียมตัวให้มากขึ้น
เราเริ่ม วิ่ง อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เช้าวันเสาร์จะไปที่สวนเบญจกิติ สลับกับสวนลุมพินี ผลลัพธ์ของการวิ่งวันแรกช่างน่าประทับใจ วิ่งได้ 2 กิโลเมตร ก็หอบจนพูดไม่ออก
ในวันธรรมดา เราไปฟิตเนสช่วงเช้าก่อนไปทำงาน เพื่อ เดินชัน สลับกับ เวทเทรนนิ่ง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30-60 นาที
การเตรียมตัวไม่ได้หนักมาก แต่ทำต่อเนื่องตลอด 4 เดือน
พอถึงวันปีนเขาจริง ผลลัพธ์ของวินัยก็แสดงออกมา ร่างกายเบาขึ้นกว่าที่เคย ถึงจะยังเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับหอบจนท้อแท้ เมื่อร่างกายไม่เป็นอุปสรรค การเดินป่าชมวิว ก็สนุกขึ้นด้วย
เตรียมอุปกรณ์
ทริปนี้เป็นการพักโฮมสเตย์ ไม่ได้ลุยหนักแบบตั้งแคมป์ อุปกรณ์เลยไม่เยอะเท่าทริปอื่น ๆ โดยของจำเป็นสำหรับเรามีดังนี้
หมวดอุปกรณ์ปีนเขา
- รองเท้าที่ยึดเกาะดี ช่วยเซฟแรงขาไปได้เยอะมาก โดยเฉพาะช่วงขาลงเขาที่ชันและลื่น
- ไม้ Trekking Pole ช่วยพยุงน้ำหนัก เซฟหัวเข่า ถ้าใครไม่ได้พกไป ระหว่างทางก็มีไม้ไผ่ของชาวบ้านวางขายเป็นช่วง ๆ ราคาไม่แพง ใช้เสร็จแล้วทิ้งได้
หมวดเครื่องแต่งกาย
ปลายเดือนธันวาคม อุณหภูมิอยู่ราว ๆ 0-15 องศา ตอนเช้าที่เริ่มเดินยังหนาวแตะศูนย์ แต่พอเดินไปได้สักพัก ร่างกายจะค่อย ๆ อุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากคุณเป็นคนขี้หนาวแบบเรา ขอแนะนำไอเทมกันหนาวตามนี้
- เสื้อกันหนาว 2 ชั้น เราเลือกใส่เสื้อแบบเป็นเลเยอร์ ด้านในเริ่มจากเสื้อกล้าม ตามด้วยฮีทเทค ปิดท้ายด้วยเสื้อกันหนาว 2 ชั้น ที่ชั้นในเป็นผ้าบุขนกันหนาว ชั้นนอกเป็นเสื้อกันลม ถอดประกอบกันได้ง่าย
- กางเกงขายาวบุขน ใส่คู่กับฮีทเทคอีกชั้น สำหรับคนทั่วไป กางเกงผ้าหนาชั้นเดียวก็เพียงพอแล้ว
- หมวกไหมพรมกับถุงมือ ของที่ขาดไม่ได้สำหรับช่วงเช้าที่ลมแรงและเย็นจัด ถ้าไม่มีสองอย่างนี้ หนาวจนปวดหัว และมือแข็งจนแทบขยับไม่ได้
- ถุงเท้าแบบบุขนหนา ช่วยให้เดินสบายขึ้นมาก โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเดินต่อเนื่องหลายชั่วโมง
- เสื้อผ้าสำหรับตอนอยู่ที่พัก เราพกไปเพียงชุดนอนหนึ่งชุด และเสื้อกล้ามสำหรับเปลี่ยนเดินในวันลงเขา ส่วนเสื้อกันหนาวกับกางเกงใส่ตัวเดิม เพื่อให้กระเป๋าเบาแบกสบาย
ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกเสื้อผ้ากันหนาวแบบไหน แนะนำให้ไปซื้อเพิ่มที่ลี่เจียงก่อนเริ่มทริป ของที่คนท้องถิ่นใช้กันอยู่แล้ว มักจะกันหนาวได้พอดี และราคาไม่แพงด้วย
หมวดของใช้ทั่วไปบนเขา
- ทิชชู่เปียก ของที่ใช้จนคุ้ม เพราะห้องน้ำบางจุดไม่มีสายฉีดชำระ และหลังจากเดินจนเหงื่อออก การได้เช็ดตัวระหว่างวัน ช่วยให้สดชื่นขึ้นมาก
- เต่าเหยียบโลก ใช้โรยบนเสื้อผ้าเพื่อลดกลิ่นอับ เนื่องจากเราใส่เสื้อกันหนาวตัวเดิมทั้งขาขึ้นและขาลง
- ขนมเติมพลัง เช่น ช็อกโกแลต ลูกอม หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ แม้ว่าระหว่างทางจะมีของขายเป็นระยะ แต่พกติดตัวไปบ้างก็สบายใจกว่า
- อุปกรณ์ทำความสะอาดทั่วไป เช่น แปรงสีฟัน โฟมล้างหน้า ผ้าเช็ดตัว ที่จริงโฮมสเตย์มีเตรียมไว้ให้ครบ รวมถึงไดรฟ์เป่าผม เครื่องทำน้ำอุ่น พกไปแค่เสื้อผ้ายังได้
การใช้จ่าย
บนเขายังพอมีสัญญาณ สามารถจ่ายผ่าน AliPay หรือ WeChat ที่ผูกกับบัตรเครดิตหรือ travel card ได้ แต่พกเงินสดติดตัวไว้บ้างก็อุ่นใจกว่า เผื่อช่วงที่สัญญาณไม่เสถียร
วันที่ 1 กรุงเทพฯ – ลี่เจียง
ทริปนี้เราเลือกไปกับคลุกฝุ่นทัวร์ ที่เคยพาเราไปเดินป่ามาแล้วหลายครั้ง ทั้งโบลาเวน ประเทศลาว และเปรโต๊ะลอซู จังหวัดตาก เลยค่อนข้างมั่นใจในเรื่องการดูแลของทีมสตาฟอยู่แล้ว
รอบนี้เราเลือกนัดเจอกับทัวร์ที่เมืองลี่เจียงเลย ทำให้วันแรกกลายเป็นการเดินทางด้วยตัวเอง
จากกรุงเทพฯ ไปยังลี่เจียง มณฑลยูนนาน ต้องนั่งเครื่องไปลงคุนหมิงก่อน แล้วค่อยต่อไฟลต์ภายในประเทศเข้าไปอีกทีหนึ่ง
ความท้าทายแรกของทริปนี้ยังไม่ใช่การปีนเขา แต่เป็น การนอนรอเปลี่ยนเครื่อง ที่สนามบินคุนหมิง
เราบินออกจากสุวรรณภูมิช่วงสามทุ่มกว่า ไปถึงคุนหมิงเกือบเที่ยงคืน และต้องรอไฟลต์ถัดไปตอนเจ็ดโมงเช้า มีเวลาค้างอยู่ในสนามบินยาวทั้งคืน
เราตั้งใจเผื่อเวลาต่อเครื่องไว้เยอะ เพราะไม่แน่ใจว่าสนามบินใหญ่แค่ไหน และเผื่อดีเลย์ แต่พอไปถึงจริง สนามบินคุนหมิงไม่ได้ใหญ่มาก ถ้าใครจะวางแผนต่อเครื่องในเวลา 2 ชั่วโมง ก็ยังทันอยู่
หากคุณต้องนอนค้างสนามบินข้ามคืนแบบเรา มีตัวเลือกอยู่ 3 แบบ
- Rest Area for Passenger ชั้น B3 เหมาะกับคนที่ต้องออกไปโหลดกระเป๋าใหม่ เปิดให้ใช้ช่วง 23:00-07:00 น. ราคา 15-25 หยวนต่อคืน ประหยัดที่สุดและมีที่นอนมากที่สุด
- Rest Area for Passenger ระหว่างชั้น B1 กับ B2 เป็นพื้นที่พักผ่อนที่ดูสบายขึ้นมาหน่อย มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ราคา 50-90 หยวนต่อคืน
- NAPHUBS Sleep Cabin ใกล้ ๆ Gate 3 เป็นห้องแคปซูลส่วนตัว นอนสบาย ราคา 80 หยวนต่อชั่วโมง

ตอนที่เราไป เจอเพียงที่พักชั้น B3 โดยไม่รู้ว่ามีตัวเลือกอื่นอยู่ด้วย เลยลงเอ่ยด้วยสภาพ ผู้ประสบภัยความหนาว
บรรยากาศคล้ายที่พักฉุกเฉิน นอนบนเปลสนาม อากาศหนาวมาก ไม่มีฮีตเตอร์ และมีเสียงกรนเป็นระยะ ๆ ทำให้นอนไม่ค่อยเต็มอิ่ม แต่ก็สบายกว่านอนบนเก้าอี้แข็ง ๆ
พอเช้าแล้วได้นั่งเครื่องต่อไปถึงลี่เจียง อากาศเปลี่ยนทันทีเป็นเลขตัวเดียว ความเย็นแบบที่ไม่คุ้นเคย แต่สดชื่น เสื้อกันหนาวกับถุงน่องบุขนที่เตรียมมาทำงานได้ดี ทำให้การเดินในวันแรกสบายขึ้นมาก


วันแรกของเราที่ลี่เจียงเป็นเหมือนวันปรับตัว เราใช้เวลาเดินเล่นในเมืองใกล้ ๆ โรงแรม ไปเยี่ยมชม โซนเมืองเก่าลี่เจียง และ สระมังกรดำ ที่ขึ้นชื่อ ร้านรวงสวย ๆ เยอะมาก บรรยากาศคึกคัก พบเห็นนักท่องเที่ยวเช่าชุดจีนโบราณมาถ่ายรูปกันเยอะมาก เป็นเมืองที่เดินเพลินแบบไม่มีเบื่อ
แล้วก็เป็นที่นี่เอง ที่เราได้แวะซื้ออุปกรณ์กันหนาวเพิ่ม ทั้งถุงมือและที่ครอบหูจากร้านท้องถิ่น ราคาชิ้นละ 100-200 บาท ซึ่งกลายเป็นของที่ใช้งานได้จริงตลอดทั้งทริป
วันที่ 2 ลี่เจียง – Naxi Guest House – Halfway
เช้าวันนี้คณะทัวร์เดินป่าออกจากโรงแรมกันตั้งแต่หกโมงเช้า อากาศหนาวติดลบจนต้องซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทตลอดเวลา ข้างนอกยังมืดสนิท รถตู้มารับพร้อมเสียงเพลงจีนฮิปฮอปเปิดดัง ๆ เราหลับเอาแรงไปตลอดทาง ตื่นขึ้นมาอีกทีเกือบแปดโมงครึ่งแล้ว แสงข้างนอกเริ่มสว่าง พระอาทิตย์เพิ่งตื่นขึ้นมาทักทาย


รถจอดแวะที่แลนด์มาร์กทางเข้าหุบเขาเสือกระโจน จุดที่มีรูปปั้นเสือขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำจินซาเจียง สูงเกือบเท่าตึกสามชั้น ทุกคนลงไปถ่ายรูปกันแบบรวดเร็ว แชะสองแชะแล้วก็รีบกลับขึ้นรถไปหาความอุ่นเหมือนเดิม ก่อนที่รถจะค่อย ๆ ไต่ขึ้นเขาไปยังจุดเริ่มต้น
เก้าโมงตรง เรามาถึง Naxi Family Guest House จุดสตาร์ทของการเดิน ไกด์ให้พวกเราแวะเข้าห้องน้ำและซื้อน้ำ ขนมที่นี่ก่อนออกเดินทาง เราซื้อ Pocari Sweat เตรียมพร้อมสำหรับเสียเหงื่อมาหนึ่งขวด ราคาไม่ได้ต่างจากในเมือง ตอนยืนจ่ายเงินก็มีแมวส้มตัวอ้วนขนฟูเดินมาคลอเคลียเหมือนมาส่งนักเดินทาง
เส้นทางช่วงแรกเป็นทางหินขรุขระ สองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขา และมีแม่น้ำจินซาเจียงไหลตัดผ่านอยู่ด้านล่าง ฝั่งหนึ่งคือภูเขาหิมะฮาบะที่เราเดินอยู่ ส่วนอีกฝั่งคือภูเขาหิมะมังกรหยกที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ ภาพตรงหน้ามันใหญ่และนิ่งในแบบที่รูปถ่ายเก็บไม่หมด เสียงน้ำไหลเบา ๆ กับอากาศประมาณสององศาทำให้การเดินช่วงแรกเพลินกว่าที่คิด


ตอนเริ่มเดิน เราแต่งตัวกันหนาวจัดเต็ม ใส่เสื้อสี่ชั้น กางเกงสองชั้น หมวกไหมพรม แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทุกอย่างก็ถูกถอดออกเกือบหมด เหลือแค่เสื้อกล้ามตัวเดียว เพราะเหงื่อชุ่มจนเหมือนเพิ่งอาบน้ำมา
ช่วงต้นเส้นทางเป็นการเดินขึ้นเขาแบบชันต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้ยากทางเทคนิค แต่ใช้แรงพอสมควร เราเลยอาศัยการหยุดถ่ายรูปเป็นจังหวะพักไปในตัว
ไกด์บอกว่าเราจะต้องผ่าน “28 โค้ง” เราก็เริ่มนับอย่างตั้งใจ ผ่านไปเกือบชั่วโมง คิดในใจว่าเกินสิบโค้งแล้วแน่ ๆ แต่ไกด์กลับพูดขึ้นว่า “เก่งมากทุกคน! ผ่านมา 2 โค้งแล้ว”


ระหว่างทางมีร้านขายน้ำ ขายขนมเล็ก ๆ ตั้งอยู่เป็นระยะ รวมถึงมีม้าให้เช่าขี่ แต่เห็นทางเดินแคบ ๆ ริมผาแล้ว ขี่ม้าอาจจะเกร็งจนเมื่อยกว่าเดินเองก็ได้
เส้นทางสลับไปมาระหว่างริมผา ทางเขา และป่า ทำให้การเดินไม่จำเจ
จำนวนนักท่องเที่ยวก็คึกคักกำลังพอดี ไม่เยอะจนแออัด ส่วนใหญ่เป็นคนจีนและชาวต่างชาติประปราย และสิ่งที่ทำให้เราเชื่อแล้วว่า มือใหม่เดินได้ คือมีครอบครัวพาลูก ๆ วัยประถมต้นมาเดินด้วย


เวลาเที่ยงตรง พวกเราหยุดพักทานมื้อเที่ยงกันที่ Tea Horse Guest House มีทั้งร้านอาหารและคาเฟ่ จุดนี้นั่งรถขึ้นมาได้ เราเจอพี่คนไทยคนหนึ่งที่มานั่งรถมา เพราะสุขภาพไม่เอื้อให้เดิน
มื้อเที่ยงของพวกเราค่อนข้างเรียบง่ายในการสั่ง ใช้วิธีมองโต๊ะข้าง ๆ แล้วชี้ตามว่า “เอาแบบนั้นอีกชุดหนึ่ง”
ไม่กี่นาทีต่อมา อาหารจีนจานใหญ่ถูกยกมาเสิร์ฟต่อเนื่อง รสชาติดีเกินคาด แต่ปริมาณก็เยอะเกินความหิวไปพอสมควร กับข้าว 4 อย่างสำหรับคนหิวโซ 5 คน สุดท้ายก็ทานไม่หมด
เราแวะนั่งดื่มชาเขียวจากคาเฟ่ด้านบนร้านอาหาร วิวภูเขากว้างไกลจนเหมือนภาพวาด รสชาติของชาเขียว จืด ที่สุดที่เคยทาน แต่ในจังหวะนั้น วิวรอบตัวทำให้มันรู้สึก พอดี ไปหมด
พวกเราเริ่มออกเดินกันต่อตอนบ เส้นทางช่วงนี้เดินง่ายขึ้นอย่างชัดเจน มีทางราบมากขึ้น แม้จะมีขึ้นลงบ้างแต่ไม่หนักเท่าช่วงเช้า ถนนเริ่มกว้างขึ้นจนบางช่วงมีรถวิ่งผ่าน ต้องคอยระวังเล็กน้อย ระหว่างทางมีน้ำตกเล็ก ๆ ให้เห็นเป็นระยะ
สี่โมงเย็น เราก็มาถึงที่พัก The Cloud Way Homestay ที่พักสะอาดและสบาย มีอุปกรณ์ให้ครบ ทั้งน้ำอุ่น ไดรฟ์เป่าผม อุปกรณ์ทำความสะอาด พกมาแต่เสื้อผ้าก็ยังได้ ที่นอนนุ่ม หลับสบาย ฮีทเตอร์ในห้องอุ่นกว่าในโรงแรมในเมืองซะอีก


ใกล้ ๆ ที่พักมีแลนด์มาร์กของย่านนี้คือ Halfway Guest House ซึ่งมีคาเฟ่ Tigerbucks ตั้งอยู่ด้านบน ด้านหลังเป็นวิวภูเขาหิมะมังกรหยกทอดยาวสวยงาม ตัดกับสีฟ้าสดใส ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปจำนวนมาก
เราใช้เวลาที่เหลือตลอดช่วงเย็นเดินถ่ายรูปรอบ ๆ ที่พัก แวะทานขนมที่คาเฟ่ และกลับมาทานข้าวเย็นที่โฮมสเตย์ คุณป้าของที่พักให้ส้มอวยพรปีใหม่มาด้วย น่ารักมาก
แม้ตั้งใจว่าจะอยู่เคาท์ดาวน์สิ้นปี แต่ทิ้งตัวลงบนเตียงได้ไม่นาน ความเหนื่อยล้าก็เข้าครอบงำ ขาเปลี้ยจนไม่อยากจะขยับ แล้วพรุ่งนี้ต้องเดินทางกันต่อ สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปตอน 3 ทุ่ม
วันแรกของการเดินจบลงตรงนั้น
วันที่ 3 Halfway – Tina’s Guesthouse – ลี่เจียง
เช้าวันสุดท้าย เราตื่นกันตั้งแต่หกโมงด้วยความตั้งใจจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่กลับเจอเพียงความมืดสนิท เลยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ที่นี่พระอาทิตย์ขึ้นแปดโมง ตื่นมาเร็วเกินไปนิดหน่อย แต่ก็ได้ช่วงเวลาที่เงียบและนิ่งกว่าปกติเป็นของแถม
พอเจ็ดโมง เราแวะไปคาเฟ่ Tigerbucks อีกครั้ง ทานข้าวเช้าเบา ๆ ระหว่างรอแสงอาทิตย์ สั่งครัวซองต์และชาเขียวเย็นตามสัญชาตญาณคนไทย ไม่ว่าที่ไหนก็ยังเลือกน้ำเย็นไว้ก่อน จนบาริสต้าถามซ้ำ ๆ ว่า “Ice?”
อาหารเช้าเบา ๆ อากาศเย็น ๆ และวิวภูเขาตรงหน้า มันก็กลายเป็นเช้าที่ดีแบบไม่ต้องพยายาม


พอแปดโมงกว่า แสงแดดเริ่มค่อย ๆ ไล่ความมืดออกไป ทีมนักเดินป่าก็ทยอยมารวมตัวกัน ถ่ายรูปเก็บช่วงเวลาสุดท้าย ก่อนจะเริ่มออกเดินต่อในวันสุดท้ายของเส้นทางนี้
เส้นทางช่วงนี้ถือว่าเดินสบายขึ้นกว่าวันก่อน เพราะส่วนใหญ่เป็นทางลงเขา แต่ก็ยังมีช่วงที่ต้องขึ้นชันสลับกันอยู่บ้าง เหมือนเป็นการเตือนว่าเส้นทางนี้ยังไม่จบง่าย ๆ ระหว่างทางเราเริ่มเห็นการก่อสร้างเส้นทางเพิ่มเติมตามแนวผา ภาพที่เห็นค่อนข้างน่าทึ่ง ทั้งการทำงานบนพื้นที่สูงและการใช้โดรนขนาดใหญ่ในการขนอุปกรณ์ มันทำให้รู้สึกได้ถึงสเกลของงานที่ใหญ่กว่าที่เราคิดไว้มาก


ไฮไลต์ของช่วงนี้คือจุดถ่ายรูปที่มีอยู่ตลอดทาง ทั้งน้ำตกเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านหน้าผา และจุดที่ต้องปีนขึ้นไปเกาะขอบหินเพื่อถ่ายรูปมุมยอดนิยม เราเองก็ลองขึ้นไปถึงจุดนั้น แต่สุดท้ายเลือกถอยลงมา เพราะความกลัวชนะความอยากได้รูป ถึงแม้จะมีคนคอยดูแล มีสายสลิงให้จับ และเก็บเงินค่าเข้าจุดไม่กี่สิบหยวน แต่พอมองใกล้ ๆ แล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ในขณะที่เพื่อนร่วมทัวร์หลายคนก็ขึ้นไปถ่ายกันแบบไม่ลังเล
หลังจากผ่านจุดนั้นไป เส้นทางเริ่มแคบลง และคนเริ่มเยอะขึ้นกว่าขาขึ้น เพราะเป็นทางออกหลัก ทำให้จังหวะการเดินเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว หยุดถ่ายรูปได้น้อยลง กลายเป็นการเดินต่อเนื่องยาว ๆ มากขึ้น แต่ขาลงก็มีความสนุกในอีกแบบ เหมือนเดินกึ่งวิ่งไปตามแรงโน้มถ่วง ซึ่งจุดนี้เองที่รู้สึกว่ารองเท้าดี ๆ และไม้ trekking pole ช่วยเซฟเข่าได้เยอะมากกว่าที่คิด

ประมาณเที่ยงครึ่ง เรามาถึง Tina’s Guesthouse จุดสิ้นสุดของการเดินในครั้งนี้
ที่นี่เป็นทั้งคาเฟ่และร้านอาหารขนาดใหญ่ ตกแต่งเป็นเหมือนบ้านถ้ำ ก้อนหิน เข้ากับวิวภูเขา มองออกไปเห็นวิวภูเขาหิมะมังกรหยกฝั่งตรงข้ามและแม่น้ำจินซาได้ชัดเจน เป็นจุดพักที่เหมาะกับการนั่งนิ่ง ๆ หลังจากใช้แรงมาตลอดสองวัน
หลังจากทานข้าวกลางวันกันที่นี่เรียบร้อย พวกเราก็ขึ้นรถตู้คันเดิมเพื่อกลับเข้าเมืองลี่เจียง นั่งมองวิวหุบเขาเสือกระโจนที่ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป
ทริปปีนเขาครั้งนี้ให้ทั้งความเหนื่อยและความสุขในสัดส่วนที่พอดีกัน
หากคุณกำลังมองหาเส้นทางเดินป่าในต่างประเทศ ที่มีทั้งความสวย ความปลอดภัย และความท้าทายกำลังพอดี มือใหม่เดินได้ ที่นี่เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยากชวนให้มาลองกัน



