หนังสือ Shibui ศิลปะการมองเห็นความงามแห่งวัย

ปรัชญา Shibui: 6 แนวคิดเลิกกลัวความแก่ ชื่นชมตัวเองในทุกช่วงวัย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คอยฉีดโบท็อกซ์ ใช้ครีมลดริ้วรอย ย้อมผมเพื่อปกปิดผมงอก และแอบหงุดหงิดทุกครั้งที่ถูกเรียกว่า “คุณลุง” หรือ “คุณป้า” (ทั้งที่จริง ๆ แล้วเจ้าเด็กพวกนั้นก็เรียกได้ถูกต้องตามวัยของคุณแล้ว)

ความแก่ชรา อาจคงเป็นสิ่งที่คุณพยายามหลีกเลี่ยงอยู่

ไม่ว่าเราจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน ความชราก็ยังคงมาถึงอยู่ดี นี่ไม่ใช่เรื่องมองโลกในแง่ร้าย แต่มันคือความจริงที่เรียบง่ายที่สุดของชีวิต

และถ้าความจริงข้อนี้ยังทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ บางที ชิบุอิ (Shibui) ปรัชญาความงามแบบญี่ปุ่น อาจช่วยเปลี่ยนวิธีที่คุณมองความชรา จากสิ่งที่อยากปกปิด กลายเป็นบางอย่างที่คุณเปิดเผยได้อย่างภาคภูมิใจ

ชิบุอิ / ความงามแห่งวัย

ชิบุอิ (渋い) เป็นปรัชญาของญี่ปุ่นที่พูดถึงความงามที่ต้องใช้เวลาในการมองเห็น ยิ่งนาน ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเห็นคุณค่า และยิ่งงดงามในแบบที่ลึกขึ้น

หากแปลตรงตัวหมายถึง “รสฝาด” ชาวญี่ปุ่นจึงเปรียบว่า ชิบุอิคล้ายกับรสของลูกพลับฝาด ที่ตอนแรกอาจไม่ถูกใจ แต่ยิ่งปล่อยให้สุกงอมตามธรรมชาติ รสชาติก็จะค่อย ๆ หวานลึก

ความงามแบบชิบุอิก็เช่นกัน ถ้าจะอธิบายแบบไทย ๆ ชิบุอิอาจใกล้เคียงกับคำว่า คนรุ่นเก๋า หรือ ของวินเทจ ที่ยิ่งนาน ยิ่งมีเสน่ห์ ไม่ใช่เพราะมันยังดูเหมือนใหม่ แต่เพราะมันผ่านการใช้งาน ผ่านเรื่องราว และมีบางอย่างที่ของใหม่ให้ไม่ได้

คุณซานาเอะ อิชิดะ (Sanae Ishida) นักเขียนชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น เริ่มเข้าใจแนวคิดนี้อย่างจริงจังในช่วงวัยเกือบ 50 ปี เมื่อเธอหันกลับมามองชีวิตตัวเอง และตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องพยายามดูเด็กกว่าวัย ทั้งที่การ “ดูสมวัย” ก็มีความงดงามในแบบของมัน

เธอจึงถ่ายทอดแนวคิดนี้ออกมาเป็นหนังสือ Shibui: ศิลปะการมองเห็นความงามแห่งวัย ที่ไม่ได้สอนให้เราเบือนหน้าหนีความแก่ แต่ชวนให้เรามองว่าการสมวัย กลายเป็นสิ่งที่ดี งดงาม และมีคุณค่าในตัวมันเอง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น คุณซานาเอะได้ผูกแนวคิดชิบุอิเข้ากับ 6 แกนของการใช้ชีวิต ได้แก่

  1. บิ / ความงาม
  2. เคนโค / สุขภาพ
  3. โมะกุเตะกิ / จุดมุ่งหมาย
  4. โทะมิ / ความมั่งคั่ง
  5. สึนะงะริ / ความเชื่อมโยง
  6. โอะวะริ / ตอนจบของชีวิต

1. บิ / ความงาม

ลองนึกดูว่า มีของเก่าอะไรบ้างที่อาจไม่มีค่าสำหรับคนอื่น แต่มันสวยงามสำหรับคุณ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายฟิล์มสมัยเด็ก เครื่องประดับที่เป็นมรดกของครอบครัว หรือของวินเทจในบ้าน

ความงามแบบชิบุอิก็เป็นแบบนั้น มันไม่ได้อยู่ในของใหม่เอี่ยม แต่อยู่ในสิ่งที่มีเรื่องราว

ร่างกายเราก็ไม่ต่างกัน ริ้วรอยต่าง ๆ คือหลักฐานว่าเราเคยยิ้ม เคยเครียด เคยผ่านการใช้ชีวิตแบบไหนมา เส้นผมสีเงินคือร่องรอยของเวลาที่สั่งสมเป็นปัญญา

บิ อยู่ในดวงตาของคุณตาคุณยายที่ยิ้มย่น
อยู่ในเสียงหัวเราะระเบิดเต็มเหนี่ยวของคนมีอายุ
อยู่ในมือนุ่มนวลแม้กร้านแดดเปื้อนดินของคนสวนที่ปลูกต้นไม้มาทั้งชีวิต”

ตอนที่อ่านประโยคนี้ในหนังสือ ภาพของคุณยายผู้สดใสคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหัวของเราทันที

ดอกเตอร์เคย์ คลีฟ (Dr. Kaye Cleave) คุณยายวัย 70 กว่าที่คอยสร้างพลังงานบวกผ่าน Instagram @ageingdisgracefully_ ให้กับผู้ติดตามกว่า 1.8 ล้านคน เธอสามารถทำ handstand ได้สบาย ๆ และดู มีชีวิตชีวา ในแบบที่คนวัยหนุ่มสาวหลายคนยังทำไม่ได้ เธอหัวเราะ เต้น วิ่ง เล่น และคุยกับผู้คนอย่างเปิดใจ เหมือนทุกวันยังมีอะไรให้ตื่นเต้นเสมอ

นั่นแหละคือ บิ ความงามที่ไม่ได้มาจากการพยายามดูเด็กลง แต่ใช้ชีวิตสมวัยจนเปล่งประกายออกมา

แน่นอนว่า บิ ไม่ได้หมายถึงว่า เราห้ามย้อมผมปกปิดผมงอก หรือใช้ครีมลดริ้วรอยดูแลตัวเอง แต่บิ อยาากให้คุณมีความสุขที่ได้เห็นตัวเองในรูปลักษณ์ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม

2. เคนโค / สุขภาพ

เคนโค หรือสุขภาพในแบบชิบุอิ คือการอยู่กับร่างกายของคุณอย่างเข้าใจ ไม่ใช่การพยายามดึงมันกลับไปเป็นเวอร์ชันเดิมของเรา

แต่คำว่า เข้าใจ ก็ไม่ได้แปลว่า ปล่อยเลยตามเลย เพราะสุดท้ายแล้ว ร่างกายนี้คือบ้านหลังเดียวที่เราต้องอยู่ไปจนวันสุดท้าย

วันนี้คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยราว 78 ปี คำถามคือเราจะดูแลร่างกายนี้อย่างไร ให้มันยังพาเราไปใช้ชีวิตได้อย่างที่อยาก ไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่ แต่ยัง “มีชีวิต” อยู่จริง ๆ เหมือนท่อนเพลงหนึ่งของ Nicky Minaj ที่ว่า But to live doesn’t mean you’re alive

เราเคยเห็นคลิปหนึ่ง เป็นคุณยายวัย 70 กว่าที่พักอยู่ในโฮสเทล เธอยังเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว และบอกง่าย ๆ ว่า จะเดินทางไปเรื่อย ๆ “จนกว่าจะแบกของไม่ไหว”

หลายคนชื่นชมว่าเธอแข็งแรง ดูแลตัวเองดี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เธอไม่ได้พยายามหนีความจริงนั้นเลย เธอรู้ว่าวันที่ร่างกายหมดแรงจะมาถึง เพียงแค่เลือกใช้วันที่ยังไหวให้คุ้มที่สุด

นี่แหละคือ เคนโค แบบชิบุอิ ไม่ใช่การฝืนยื้อเวลาแบบสุดทาง แต่คือการดูแลตัวเอง เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้นานขึ้น พร้อมกับยอมรับว่า สักวันหนึ่ง ร่างกายก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปอยู่ดี

3. โมะกุเตะกิ / จุดมุ่งหมาย

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า อิคิไก มากกว่า โมะกุเตะกิ ซึ่งทั้งสองคำต่างพูดถึง “เหตุผลของการมีชีวิต” เหมือนกัน

แต่ถ้าให้อธิบายแบบเห็นภาพแบบที่คุณซานาเอะเล่าไว้ อิคิไกก็เหมือนการปีนภูเขาฟูจิ เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขา ขณะที่โมะกุเตะกิคือการเดินเล่นยามเช้าแถวบ้าน มองแสงแดดที่ตกกระทบต้นไม้เดิม ๆ แต่ยังรู้สึกว่าสวยได้ทุกวัน

โมะกุเตะกิไม่ใช่เป้าหมายยิ่งใหญ่ แต่มันคือเหตุผลเล็ก ๆ ที่ทำให้เราลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างเต็มใจ อาจเป็นแค่การเดินเล่น การทำอาหารง่าย ๆ การได้อยู่กับคนที่รัก หรือการตั้งใจทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด

สิ่งเหล่านี้ธรรมดาจนบางครั้งเรามองข้าม และเผลอคิดว่ามันไม่พิเศษพอ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเริ่มเห็นว่า ความสม่ำเสมอของสิ่งเล็ก ๆ นี่แหละ ที่สร้างความรู้สึกมั่นคง และกลายเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตที่เรารู้สึกอยากอยู่ต่อไป

4. โทะมิ / ความมั่งคั่ง

ในโลกของชิบุอิ โทะมิ หรือ ความมั่งคั่ง ไม่ใช่ทรัพย์สินมหาศาลที่ใช้ทั้งชีวิตไม่หมด แต่มันคือ ความสามารถในการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้ลึกพอ

มันจึงไม่ใช่เรื่องของ ราคา แต่เป็น ความรู้สึก ที่เราสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ

ลองนึกถึงมื้อหนึ่งที่คุณตั้งใจนั่งกินจริง ๆ ไม่ได้รีบ ไม่ได้ไถมือถือไปด้วย อาหารอาจเป็นแค่จานธรรมดา แต่คุณจำรสชาติได้ จำบรรยากาศได้ จำความรู้สึกตอนนั้นได้ มันไม่ใช่มื้อที่แพงที่สุด แต่กลับเป็นมื้อที่ “อยู่กับเรา” มากที่สุด

หรือบางทริปที่คุณตั้งใจวางแผนอย่างดี จ่ายแพง เลือกทุกอย่างให้ดีที่สุด แต่พอไปจริงกลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เพราะมันไม่เป็นอย่างที่คิด ขณะเดียวกัน อาจมีอีกทริปหนึ่งที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไรเลย เดินทางธรรมดา เจอเรื่องไม่คาดคิดบ้าง แต่คุณกลับจำมันได้หมด เพราะตอนนั้นคุณได้อยู่กับมันจริง ๆ

เรามักคิดว่าความสุขต้องมาจากการมีมากขึ้น ได้มากขึ้น ไปให้ไกลขึ้น แต่พอใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ จะเริ่มรู้ว่า บางช่วงเวลาที่ดีที่สุด กลับเป็นช่วงที่เราไม่ได้มีอะไรเพิ่มเลย แค่เรา “อยู่กับสิ่งตรงหน้า” ได้เต็มที่มากพอ

โทะมิเลยไม่ใช่ปลายทางที่ต้องไปถึง แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นได้เลยตอนนี้ ในสิ่งเดิม ๆ ที่เราเคยมีอยู่แล้ว เพียงแค่ครั้งนี้ เราไม่ได้ปล่อยให้มันผ่านไปเฉย ๆ เท่านั้นเอง

5. สึนะงะริ / ความเชื่อมโยง

ต่อให้คุณจะใช้ชีวิตคนเดียวเก่งแค่ไหน ระดับ Solo Leveling ก็เถอะ แต่ความจริงคือ แทบไม่มีวันไหนเลยที่พวกเราอยู่คนเดียวจริง ๆ

กาแฟแก้วที่เราถืออยู่ มีคนปลูก คนคั่ว คนชง วันที่เราผ่านไปอย่างราบรื่น ก็มีใครบางคนคอยทำให้มันง่ายขึ้น โดยที่เราไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ

สึนะงะริ คือการยอมรับว่า ชีวิตของเราเชื่อมโยงกับผู้คนรอบตัวเสมอ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตงดงามในแบบชิบุอิ

สึนะงะริไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบยิ่งใหญ่ ไม่ต้องเข้มข้นแบบครอบครัวของดอมจาก Fast & Furious ก็ได้ แต่มันอยู่ในความสัมพันธ์เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน

เช่น เพื่อนที่ทักมาเพราะแค่นึกถึง บาริสต้าร้านประจำที่คุยกันได้เรื่อย ๆ คนที่เราเงียบด้วยกันได้โดยไม่อึดอัด หรือครอบครัวที่คอยพยุงกันในวันที่ไม่ไหว

แนวคิดหนึ่งที่ คือการยอมรับว่าเราเป็นแค่ “ตัวประกอบ” ในชีวิตของคนอื่น ฟังดูเหมือนเล็ก แต่กลับทำให้ใจเบาลงอย่างน่าประหลาด เราอาจเป็นตัวเอกในเรื่องของตัวเอง แต่สำหรับใครบางคน เราก็เป็นแค่คนที่เดินผ่านเข้ามา เหมือนกับที่คนอื่นก็เป็นแบบนั้นสำหรับเรา

และมันไม่จำเป็นต้องมากกว่านั้นเลย เราไม่ต้องสำคัญที่สุดในทุกที่ แค่การได้มีส่วนเล็ก ๆ ในวันหนึ่งของใครบางคน ทำให้เขายิ้มขึ้นนิดหนึ่ง หรือรู้สึกดีขึ้นหน่อยหนึ่ง ก็มีความหมายมากพอแล้ว

สุดท้ายแล้ว ความเชื่อมโยงในแบบชิบุอิ ไม่ได้วัดจากจำนวนคนรอบตัว แต่คือการมีไม่กี่คน ที่ความสัมพันธ์เรียบง่าย ธรรมดา แต่ลึกพอที่เราอยู่ด้วยแล้วไม่ต้องพยายามเป็นอะไรเลย

6. โอะวะริ / ตอนจบ

หากพรุ่งนี้คือ วันสุดท้ายของชีวิต คุณอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน?
คุณอยากโทรหาใคร คุยเรื่องอะไร
หรือมีอะไรที่อยากปล่อยวางลงสักที

โอะวะริ หรือตอนจบในแบบชิบุอิ คอยเตือนใจเราว่า ความตายคือปลายทางของทุกคน และมันใกล้กว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นของคนที่เรารัก หรือของตัวเราเอง

พอคิดถึงสิ่งนี้ ชีวิตวันนี้จะค่อย ๆ ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทานข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัวทุกเย็น บทสนทนาเล่น ๆ กับเพื่อน หรือการพาสัตว์เลี้ยงออกไปเดิน เรื่องธรรมดาที่เคยมองผ่านกลับมีความหมายขึ้นมาทันที

เพราะเรารู้ว่า สิ่งธรรมดาเหล่านี้ ไม่ได้มีอยู่ตลอดไป และนั่นแหละที่ทำให้มันมีค่า

ในขณะเดียวกัน บางอย่างที่เคยหนักกลับเบาลง ความกังวลกับสายตาคนอื่น ความค้างคาที่แบกไว้ ค่อย ๆ คลาย เพราะเรารู้ว่าเราไม่มีเวลามากพอจะถือทุกอย่างไว้พร้อมกัน

โอะวะริยังชวนให้เราคิดถึงสิ่งที่เราจะ “ทิ้งไว้” บ้านที่ไม่ต้องให้ใครมานั่งเก็บ เอกสารที่ไม่ต้องให้ใครมานั่งเดา เรื่องค้างคาที่ไม่ต้องให้ใครมาสะสางต่อ มันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการดูแลคนข้างหลังในแบบที่เงียบและจริงใจที่สุด

SHIBUI ศิลปะการมองเห็นความงามแห่งวัย (ปกแข็ง)
ซานาเอะ อิชิดะ
สำนักพิมพ์ NANA
หมวดหมู่จิตวิทยา การพัฒนาตัวเอง

สุดท้ายแล้ว เมื่อเราค่อย ๆ เดินผ่านทุกพาร์ทของชิบุอิ ไม่ว่าจะเป็นความงาม สุขภาพ จุดมุ่งหมาย ความมั่งคั่ง ความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ตอนจบของชีวิต เราอาจเริ่มเห็นว่า ทั้งหมดนี้ไม่ได้แยกจากกันเลย แต่มันคือวิธีเดียวกันในการ “มองชีวิต” ให้ลึกขึ้นกว่าเดิม

เราอาจยังอยากดูดี อยากแข็งแรง อยากยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด ซึ่งไม่มีอะไรผิดเลย เพราะมันคือสัญชาตญาณของการอยากมีชีวิตที่ดี แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อาจเริ่มถามตัวเองใหม่ ว่านอกจากการยื้อเวลาไว้ เราใช้เวลานั้นอย่างมีความหมายพอหรือยัง

คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า “จะทำอย่างไรให้ไม่แก่” แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “จะใช้ชีวิตอย่างไร ให้ความแก่ของเราดูงดงามในแบบของเราเอง” เพราะสุดท้ายแล้ว ความชราไม่ใช่ศัตรูที่ต้องเอาชนะ แต่มันคือกระบวนการที่กำลังพาเราไปสู่ความเข้าใจบางอย่างที่วัยอื่นให้ไม่ได้

ความงามบางอย่างจึงไม่สามารถเร่งให้เกิดได้ มันไม่ได้มาจากการพยายามมากขึ้น หรือการแก้ไขให้สมบูรณ์แบบขึ้น แต่มันค่อย ๆ เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต การสะสมประสบการณ์ และการยอมรับในสิ่งที่เป็น

เหมือนกับ “ชิบุอิ” ที่ไม่ได้พยายามจะโดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น แต่ค่อย ๆ เผยตัวออกมาเมื่อเวลาผ่านไป และยิ่งชัดขึ้น เมื่อเราเลิกพยายามหนีมัน แล้วเลือกจะอยู่กับมันอย่างเต็มที่



Picture of Cookie
Cookie

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Previous Post
Next Post