หนังสือหัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น - ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura)

หัวใจเซนเซ: 5 บทเรียนสร้างคนเก่งแบบญี่ปุ่น

หากพูดถึง “เรื่องเล่าธุรกิจญี่ปุ่นที่ดีต่อใจ” ชื่อของ อาจารย์เกด ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือนามปากกาเกตุวดี Marumura คงจะลอยขึ้นมาในหัวของใครหลายคน รวมถึงเราด้วยค่ะ

ทุกเรื่องเล่าของอาจารย์อย่าง ธุรกิจญี่ปุ่นร้อยปี โอโมเตนาชิ และ อิคิไก อ่านแล้วทั้งยิ้ม ทั้งได้พลัง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า

การเรียนมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นของอาจารย์เกดเป็นอย่างไรนะ?
ถึงหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งเล่าเรื่องญี่ปุ่นได้อิ่มหัวใจขนาดนี้

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็เปิดเล่มใหม่ที่ตอบคำถามนั้น… 

หนังสือ หัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น

ว่าด้วยประสบการณ์เรียนปริญญาตรี-โท-เอกที่มหาวิทยาลัยโกเบ เส้นทางกว่าแปดปีที่ขัดเกลาให้นักศึกษาสาวไทยกลายเป็น “นักเล่าเรื่องธุรกิจญี่ปุ่น” อย่างที่เราชอบในทุกวันนี้

อ่านตามหัวข้อ

บทเรียนจากสองเซนเซที่ต่างกันสุดขั้ว

สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตจากงานเขียนของอาจารย์เกดคือ วิธีเล่าเรื่องที่ “ชวนคิดตาม”

ชวนให้ผู้อ่านฝึกสังเกต ฝึกคิดวิเคราะห์ไปพร้อมกัน อีกทั้งยังสอดแทรกทัศนคติการทำงานดี ๆ โดยเฉพาะเล่มโปรดของเราอย่าง Makoto Marketing และ โอโมเตนาชิ จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น

พอได้อ่าน หัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น เล่มนี้ ถึงได้เข้าใจว่า สไตล์การสอนแบบชวนให้คิดเอง รวมถึงทัศนคติ ความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ถูกหล่อหลอมมาจาก เซนเซ (อาจารย์) สองท่านระหว่างที่อาจารย์เกดเรียนที่ญี่ปุ่น

คนหนึ่งเข้ม(งวด) อีกคนอ่อน(โยน) 

แต่สร้างทักษะล้ำค่าให้ศิษย์เติบโตขึ้นได้เหมือนกัน

ท่านแรกคือ มิชินะเซนเซ อาจารย์สูงวัย ใจดี ให้โอกาสลูกศิษย์เสมอ เป็นผู้มอบความรู้ด้านกลยุทธ์ธุรกิจ และกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบให้กับอาจารย์เกด

อีกท่านคือ โอกาวะเซนเซ อาจารย์หนุ่มผู้เข้มงวดจริงจังเรื่องของการวางตัว มารยาททางสังคม ทัศนคติ และความรับผิดชอบ เข้มจนทำให้อาจารย์เกดเคยเสียน้ำตามาแล้ว

บทเรียนจากสองเซนเซ สองสไตล์ จึงกลายเป็นข้อคิดการทำงานดี ๆ ที่อาจารย์เกดหยิบมาแบ่งปันให้พวกเราในเล่มนี้

ขอสรุป 5 ข้อคิดการทำงานที่เราได้จากเล่มนี้มาแบ่งปันกับทุกคนค่ะ

คุณคือ “ฉะไคจิน”

“คนญี่ปุ่นเชื่อว่า เมื่อเริ่มทำงาน เริ่มมีหน้าที่และความรับผิดชอบ คุณเป็นฉะไคจิน (คนของสังคม) แล้ว เพราะฉะนั้นคุณต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด” 

ข้อความวรรคหนึ่งจากหนังสือที่ทำให้เราฉุกคิดว่า… 

เวลาเราทำงานอยู่ ไม่ได้มีแค่ “เรา” เพียงคนเดียวบนเส้นทางนั้น แต่มีเพื่อนร่วมทีม ลูกค้า พาร์ทเนอร์ และใครอีกหลายคนที่ได้รับผลจากงานของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทุกงานล้วนเชื่อมโยงกับคนอื่นเสมอ

การคอยเตือนตัวเองว่า เราคือคนของสังคม ไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อให้คนรอบข้างทำงานได้ราบรื่นไปด้วย จะช่วยให้เราใส่ใจ ตั้งใจ และรับผิดชอบมากขึ้นโดยไม่ต้องมีใครมาคอยบอก

ทางการของญี่ปุ่นเองถึงกับประกาศ “ทักษะพื้นฐานที่ฉะไคจินควรมี” ไว้ 3 ข้อ ได้แก่

  1. Action ลงมือทำ ตั้งเป้าหมายแล้วทำได้จริง ไม่กลัวความล้มเหลว
  2. Thinking คิดเป็น สามารถวิเคราะห์ วางแผน และมีความคิดสร้างสรรค์
  3. Teamwork ทำงานร่วมกับคนอื่นเป็น สื่อสารได้ดี เป็นผู้ฟังที่ดี 

สรุปสั้น ๆ ว่า คิดเป็น รับผิดชอบเป็น และคิดถึงผู้อื่น

 

สอนแบบไม่สอน

“เซนเซไม่ได้สอน แต่ให้พวกเราสังเกตเอง คิดเอง”

ในคลาสสัมมนากลยุทธ์ธุรกิจของมิชินะเซนเซ อาจารย์เกดเล่าว่า เซนเซไม่เคยสอนตรง ๆ เลยว่า ธุรกิจนี้ใช้กลยุทธ์อะไร

สิ่งที่มิชินะเซนเซทำคือ เปิดกราฟข้อมูล แล้วค่อย ๆ ไล่ถามนักศึกษาว่า

  • เห็นอะไรในกราฟบ้าง
  • ทำไมเส้นข้อมูลถึงเป็นแบบนี้
  • เมื่อเปรียบเทียบแล้ว บริษัทไหนมีแนวโน้มดีที่สุด

นักศึกษาไม่สามารถนั่งฟังเฉย ๆ แล้วท่องจำข้อมูลได้ แต่ต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเอง เช่น

  • เศรษฐกิจแต่ละปีเป็นยังไง
  • ปีนั้นมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาหรือไม่
  • อุตสาหกรรมเจอวิกฤตอะไรบ้าง

อาจารย์เกดเล่าว่า นั่นทำให้คลาสสนุกมาก สนุกกับการคาดเดาว่าตัวเลขสะท้อนเหตุการณ์อะไร สนุกกับการหาข้อมูล จนทำให้เธอเฝ้ารอคลาสของมิชินะเซนเซเสมอ

คลาสของมิชินะเซนเซมีแต่ “พื้นที่ให้คิด”

เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่การท่องจำตามตำรา แต่คือการฝึกให้คุณ สังเกต คิดวิเคราะห์ และลงมือทำต่อได้เองในที่สุด

 

ลองผิด ลองถูก แก้ปัญหาด้วยตัวเอง

“คนญี่ปุ่นสอนให้ลูกศิษย์หรือลูกน้องคิดเอง แก้ปัญหาเอง เหมือนอาจารย์เซนสอนลูกศิษย์อย่างไรอย่างนั้น”

อาจารย์เกดเล่าว่า โอกาวะเซนเซก็เป็นแบบนั้น ไม่ได้มาอธิบายทฤษฎียาว ๆ แต่โยนโจทย์ให้นักศึกษาได้ลองเผชิญเอง 

ครั้งหนึ่งคลาสของอาจารย์เกดได้รับโจทย์ให้คิดกลยุทธ์การตลาดให้กับบริษัทใหญ่ แล้วนำเสนอกับทีมบริษัทโดยตรง

แม้โอกาวะเซนเซจะรู้ว่าไอเดียของเหล่านักศึกษาประสบการณ์น้อยคงยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ชักจูงปรุงแต่ง แต่ให้โอกาสนักศึกษานำเสนอไอเดียของตัวเองกับทีมบริษัทจริง ๆ

แม้ว่าฟีดแบ็กที่ได้จะค่อนข้าง เจ็บ แต่ก็เป็นบทเรียนที่ จำขึ้นใจ แบบไม่มีวันลืม

การลองผิดลองถูกไม่ใช่แค่ในคลาสเรียนเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในช่วงที่อาจารย์เกดทำงานพาร์ตไทม์ขายไก่ทอดด้วย

ตอนนั้นหน้าที่ของอาจารย์มีเพียง “จัดไก่ใส่กล่อง” เท่านั้นเอง

วันหนึ่ง คุณป้าที่ทำงานด้วยเดินมาดู แล้วพูดสั้น ๆ ว่า

“ใช้ไม่ได้!”

จากนั้นก็จัดกล่องใหม่ให้ดู และมันสวยกว่าเดิมทันทีแบบเห็นชัด ๆ

สิ่งที่น่ารักมากคือ คุณป้าไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าต้องจัดแบบไหนถึงจะสวย แต่ปล่อยให้อาจารย์เกด สังเกตเอง ว่าอะไรทำให้กล่องไก่ดูน่ากินขึ้น ตั้งแต่การจัดชิ้นไก่ให้สมดุล ปีกซ้าย-ปีกขวา ไปจนถึงการวางให้ดูเป็นระเบียบ

พอจับหลักได้ อาจารย์ก็เริ่มสนุกกับการลองปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น วางยังไงให้ซอสไม่เลอะ เติมใบไม้แต่งเล็ก ๆ ให้กล่องดูสดใส

ทั้งหมดนี้คือพลังของ Intrinsic Motivation แรงจูงใจที่ผุดขึ้นมาจากภายใน ทำให้เราอยากทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะมีใครสั่ง แต่เพราะเราสนุก อยากพัฒนา และอยากมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคนที่ได้รับมันจริง ๆ


“โฮเรนโซ” หัวใจการทำงานเป็นทีมแบบญี่ปุ่น

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การทำงานเป็นทีมของคนญี่ปุ่นราบรื่น คือหลักพื้นฐาน 3 ข้อที่เรียกว่า โฮเรนโซ (報・連・相) ได้แก่

  1. โฮ Hokoku (報告) : รายงาน อัปเดตสถานการณ์
  2. เรน Renraku (連絡) : ติดต่อ ประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ
  3. โซ Sodan (相談) : ปรึกษา เมื่อมีปัญหา

หมั่น รายงาน ติดต่อ ปรึกษา หัวหน้าและทีมงาน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม สำหรับคนญี่ปุ่น รายละเอียดเล็ก ๆ นี่แหละที่ช่วยให้ทีมทำงานไม่สะดุด และป้องกันความผิดพลาดได้

ตัวอย่างเช่น

  • บอกว่า มีไฟล์เพิ่ม ต้องโหลดเพิ่ม
  • บอกว่า ลูกค้าเปลี่ยนใจนิดเดียว เรื่องดีเทลงาน
  • บอกว่า จะถึงช้าหรือเร็วกว่าเวลา แม้แค่ 5 นาที

แต่ รายงานบ่อย ละเอียด ไม่ได้แปลว่า รายงานเยิ่นเย้อ 

เพราะใน 1 วัน ทุกคนได้รับข้อมูลเยอะมาก จึงควรส่งข้อมูลแบบที่หยิบไปใช้ได้ทันที เช่น

  • ขึ้นต้นด้วย สรุปว่า ‘ต้องการอะไร’
  • ใช้ bullet point กระชับ ไม่ต้องเล่าน้ำ
  • แยกหัวข้อให้ชัดเจน
  • ใส่ ชื่อผู้รับผิดชอบ และ กำหนดวัน ให้ครบ

โฮเรนโซไม่ได้ทำให้งานจุกจิกขึ้นเลย แต่ทำให้ทีมทำงานง่ายขึ้น เพราะทุกคนรู้สถานการณ์เท่ากันตลอดเวลา


ฝึกเขียนเรียงความในใจ

อีกหนึ่งสิ่งที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากคือ การเขียน

อาจารย์เกดเล่าว่า คนญี่ปุ่นมักฝึกเขียน เรียงความในใจ อยู่เสมอ ทั้งรายงานเรื่องาน ขอบคุณและให้ฟีดแบคทีมงานหลังจบอีเวนต์

การเขียนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้ผู้เกี่ยวข้อง ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การเขียนสวย เขียนยาว แต่เป็นการเขียนให้ กระชับ ชัดเจน และมีความหมาย

พนักงานใหม่ในบริษัทญี่ปุ่นต้องเขียนรายงานทุกวัน ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น งานที่ทำ และความรู้สึกของตัวเอง เหมือนเป็นไดอารี่อาชีพ เพื่อให้หัวหน้าเห็นภาพว่าลูกน้องเป็นอย่างไรวันนี้ มีอะไรที่อยากปรับปรุง หรือมีเรื่องไหนที่ต้องช่วยเหลือ

หัวหน้าเองก็ไม่ได้อ่านผ่าน ๆ แต่ตั้งใจอ่าน พร้อมให้ความช่วยเหลือเรื่องงาน และให้คำแนะนำในการเขียนรายงาน

เมื่อทำแบบนี้ทุกวัน คนญี่ปุ่นจึงค่อย ๆ ฝึกสายตาให้ช่างสังเกต เก็บข้อมูลเป็นระบบ และวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งหมดเริ่มจากสิ่งง่ายที่สุด การเขียนเรียงความในใจ ให้กระชับและสื่อความได้ครบถ้วน

หัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura)
สำนักพิมพ์: มติชน
หมวดหมู่: จิตวิทยาพัฒนาตนเอง

หากคุณอยากอ่านเรื่องราวของอาจารย์เกดแบบเต็ม ๆ ตั้งแต่ประสบการณ์นำเสนองานต่อหน้าผู้บริหารบริษัทระดับตำนานอย่าง Shiseido ไปจนถึงเหตุการณ์ถูกตำหนิแบบญี่ปุ่นจัง ๆ จนเสียน้ำตา และอาจารย์เกดผ่านมันมาได้อย่างไร ขอแนะนำให้อ่านฉบับเต็มในหนังสือหัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น เลยค่ะ

เพราะบางเรื่องต้องอ่านจากปลายปากกาอาจารย์เกดเอง ถึงจะสัมผัสได้ครบทั้งความน่ารัก ความเหนื่อย ความกดดัน และได้พลังในทุกบทเรียน

Picture of Cookie
Cookie
  • Anonymous

    ชอบมากเลยค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post