ทุกครั้งที่หน้าฝนมาเยือน เราจะเห็นสถานที่หนึ่งโผล่ขึ้นมาบนฟีดโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ
ภาพของช่องเขาที่มีทุ่งหญ้าเขียวขจี มีสายน้ำไหลคั่นกลาง วิวสวยเกือบจะคล้ายกับโลกของการ์ตูน Ghibli แต่ดูวุ่นวายด้วยสภาพของผู้คนที่ลื่นโคลนจนก้นจ้ำเบ้า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและโคลน
ที่นั่นคือ เขาช่องลม จังหวัดนครนายก

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาช่องลมเคยเป็นหมุดหมาย เดทต่างจังหวัดครั้งแรก ของคุกกี้กับพี่สัน เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถไปเช้าเย็นกลับได้ ไม่ต้องวางแผนเยอะ ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการเดทในเมืองอีกด้วย
เดทแรกที่ไปไม่ถึง
ตอนนั้นพวกเราขับรถออกจากกรุงเทพฯ กันช่วงสาย ๆ ตั้งจุดหมายปลายทางไปยัง จุดขึ้นเรือชมเขื่อนขุนด่าน เขาช่องลม Google Maps แจ้งว่าใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง
ระหว่างทางพวกเราก็คุยกันไปเรื่อย ๆ เป็นช่วงที่ยังอยู่ในระยะทำความรู้จักกัน เลยมีเรื่องให้คุยกันเยอะ ตั้งแต่เรื่องครอบครัว งาน ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงชีวิตสมัยเด็ก
เวลาเกือบเที่ยง พวกเราก็มาถึงทางขึ้นเขาไปยังเขื่อนขุนด่านปราการชล ตอนนั้นก็เริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างแล้วว่า มีรถจำนวนไม่น้อยที่จอดอยู่บริเวณไหล่ทางขึ้นเขา และมีรถที่ขับสวนลงมาเยอะเหมือนกัน
“ดูเหมือนคนจะเยอะนะคะ”
คุกกี้หันไปบอกพี่สันด้วยน้ำเสียงที่เริ่มไม่มั่นใจ
พอไปถึงลานจอดรถ ปรากฏว่า คนล้นเขื่อน!
คิวรอเรือยาวจนล้นออกมา ที่จอดรถเต็มจนต้องมีรถอีกหลายสิบคันขับวนหาที่จอด บางคันจอดเรียงลงไปถึงไหล่เขาตามที่เราเห็นตอนขับสวนขึ้นมา ภาพตรงหน้าก็พอจะเดาได้ว่า ต่อให้เราหาที่จอดรถได้ กว่าจะได้ขึ้นเรือน่าจะต้องรอกันอีกหลายชั่วโมง
พี่สันหันหน้ามามองคุกกี้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจนิด ๆ ว่า
“ขอโทษนะ แต่พี่ว่าเราไปที่อื่นกันมั้ยคะ”
คุกกี้พยักหน้าทันทีแบบไม่เสียดาย
ถึงจะไม่ได้ไปเดทในที่ที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ได้ไปที่อื่นแทน และพวกเราก็ได้รู้จักกันมากขึ้นว่า เราทั้งคู่เป็นประเภทไม่ชอบเสียเวลารอ ต่อให้เสียเวลาขับรถมาสองชั่วโมง แต่เราจะไม่เสียเวลาไปกับการรอคิวอีก 2-3 ชั่วโมงเพื่อต่อคิวแย่งกันเที่ยวแน่นอน
ตื่นตีห้ามาซ่อมเดทแรก
หลังจากวันนั้น เขาช่องลมก็ยังคงอยู่ในลิสต์สถานที่ที่พวกเราอยากไปด้วยกันอยู่ พอหน้าฝนกลับมาเยือนอีกครั้ง คอนเทนต์ของเขาช่องลมก็กลับมาเต็มฟีดบนโซเชียลมีเดียอีก
“ได้เวลากลับไปซ่อมเดทแรกกันแล้ว!”
คราวนี้พวกเราทำการบ้านกันมาก่อน พบว่ารอบเรือเริ่มตั้งแต่ประมาณ 6 โมง เลยตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นก็ตื่นเช้ากันไปเลย
ตีห้าของเช้าวันนั้น คุกกี้กับพี่สันลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วขับรถออกจากใจกลางกรุงเทพฯ ในขณะที่ท้องฟ้ายังมืดสนิท
โชคดีที่พี่สันชอบขับรถตอนเช้ามาก ๆ เพราะถนนโล่ง ขับค่อนข้างสบาย ส่วนคุกกี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ตั้งใจว่าจะนั่งเป็นเพื่อน คอยชวนคุยไม่ให้คนขับเหงา
แต่มีแค่ความตั้งใจ จากที่พยายามถ่างตา สุดท้ายก็กลายเป็นกึ่งหลับกึ่งตื่น รู้ตัวอีกทีก็ใกล้ถึงนครนายกแล้ว

ประมาณ 7 โมงเช้า พวกเราก็มาถึงเขื่อนขุนด่านปราการชล
ครั้งนี้บรรยากาศต่างจากปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ยังมีที่จอดรถให้เลือกเพียบ มีคนมายืนรอคิวเรือกันบ้างแล้ว ส่วนเราสองคนได้คิวถัดไปเลย
ด้วยความที่ยังไม่ได้กินอะไรรองท้อง พวกเราเลยแวะซื้อเครื่องดื่มเยลลีง่าย ๆ จากร้านค้าที่กำลังทยอยเปิด ดื่มรองท้องไปก่อน เพราะทริปนี้ไม่ได้มีแค่นั่งเรือชมวิว แต่ต้องเดินขึ้นเขา เดินดูน้ำตก และเดินชมธรรมชาติอีกเกือบ 2 ชั่วโมง
พอดื่มเยลลีอึกสุดท้ายจนหมด คุณป้าที่ดูแลคิวเรือก็เรียกคิวของเราพอดี
ในที่สุด เดทที่เคยค้างคาก็กำลังจะเริ่มต้นแล้ว
จุดที่ 1 น้ำตกผางามงอน

จากจุดรอเรือ เราเดินไปตามสันเขื่อนในช่วงเช้าที่ท้องฟ้ายังครึ้ม ๆ วันนี้อากาศไม่ได้สดใสแบบในรูปที่เราเคยเห็นตามอินเทอร์เน็ต ซึ่งเราชอบบรรยากาศอึมครึมแบบนี้นะ เหนือภูเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้สีเขียว มีหมอกบาง ๆ ลอยเป็นขย่อม ๆ
พวกเราเดินลงบันไดไปที่ท่าเรือ ซึ่งก่อนมาทริปนี้ก็ได้ยินชื่อเสียงของบันไดที่นี่ว่า “เดินลงไม่เท่าไหร่ แต่ตอนเดินขึ้นนี่สิ ขาลากแน่นอน” เดี๋ยวขาขึ้นต้องลองดูแล้วล่ะ
เรือที่พวกเรานั่งเป็นเรือหางยาว สภาพค่อนข้างใหม่ ที่นั่งเป็นไม้ นั่งสบาย พอผู้โดยสารทั้ง 14 คนขึ้นมานั่งกันครบ คนขับเรือก็พาเราออกเดินทางทันที
เรือค่อย ๆ แล่นผ่านพื้นที่บริเวณสองฝั่งของเขื่อน ซึ่งมีลักษณะคล้ายเกาะเล็ก ๆ แม้ขนาดจะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนเขื่อนบางแห่งที่เราเคยเห็น แต่มีชีวิตชีวา มีนกหลายชนิดบินผ่านไปมา บางตัวกำลังออกหากินอยู่บริเวณริมน้ำ
ตามช่องเขาระหว่างทางมีน้ำตกเล็ก ๆ ไหลลงมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ สายลมเย็น ๆ ที่ปะทะเข้าหน้า ทำให้เราตื่นเต็มตาโดยไม่ต้องพึ่งกาแฟ
ประมาณ 15 นาทีต่อมา เราก็มาถึงจุดเที่ยวแรกของทริป นั่นคือ น้ำตกผางามงอน
คนขับเรือบอกว่าให้เวลาเที่ยว 15 นาที ตอนได้ยินก็แอบตกใจนิด ๆ ว่า สั้นจัง แต่สิ่งที่ตกใจมากกว่าคือ…
“โหว คนเยอะจัง!”
นี่เพิ่งจะเจ็ดโมงครึ่งเอง แต่มีเรือท่องเที่ยวจอดรออยู่เกือบ 10 ลำแล้ว ส่วนทางขึ้นน้ำตกก็มีนักท่องเที่ยวอีกหลายสิบชีวิตกำลังทยอยเดินขึ้นและเดินลงสวนกันอยู่
กลายเป็นว่าเขาช่องลมในช่วงหน้าฝนก็ยังคงฮอตเหมือนเดิม
สำหรับทางเดินขึ้นน้ำตกผางามงอน เราว่าค่อนข้างง่าย มีทั้งเด็กเล็กและผู้สูงวัยมาเดินด้วย ดังนั้นคนทั่วไปสามารถมาเที่ยวได้ ระหว่างทางมีเชือกให้จับเป็นช่วง ๆ ไม่ค่อยมีแมลง
เพียงแค่ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะมีช่วงที่ต้องปีนโขดหินที่มีน้ำตกไหลผ่าน แนะนำรองเท้าที่ระบายน้ำได้ดีและพื้นยึดเกาะดี

ถึงน้ำตกผางามงอนจะเป็นน้ำตกเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถเล่นน้ำได้ แต่วันที่เราไปมีน้ำเยอะ น้ำไหลแรง รายล้อมด้วยโขดหินและต้นไม้สีเขียว ทำให้รู้สึกร่มรื่นและสดชื่นมาก
ถ้าเราสามารถตัดเสียงคนและความวุ่นวายรอบ ๆ ออกไปได้ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งมุมธรรมชาติที่สวยมากทีเดียว
คุกกี้กับพี่สันใช้เวลา 15 นาทีตามเวลาที่คนขับเรือกำหนดพอดี ก่อนจะเดินกลับไปที่เรือเพื่อไปยังจุดหมายถัดไป
จุดที่ 2 เขาช่องลม
หลังจากทุกคนขึ้นเรือจนครบ คนขับเรือก็หันหัวเรือกลับไปยังทางที่พวกเราเข้ามาเพื่อไปยังจุดหมายที่สอง
เรือนั่งย้อนกลับไปทางเดิมเกือบ 15 นาที ระหว่างทางก็ยังได้เห็นภูเขาสีเขียว น้ำตกเล็ก ๆ และผืนน้ำที่ดูสดชื่นเหมือนตอนขามา เพียงแต่คราวนี้พระอาทิตย์เริ่มโผล่ขึ้นมาทักทายเบา ๆ
ประมาณ 8.30 น. พวกเราก็มาถึง เขาช่องลม
รอบนี้คนขับเรือให้เวลา 15 นาทีเหมือนเดิม พอพวกเราลงจากเรือแล้ว เลยรีบจ้ำอ้าว เพราะที่นี่ดูกว้างกว่าน้ำตกผางามงอน
“ไม่เห็นเหมือนในคลิปรีวิวเลยนะคะ”
คุกกี้แอบกระซิบกับพี่สันเบา ๆ ทำไมของจริงดูแคบกว่าที่เราคิดไว้มาก
จากคลิปที่เคยเห็น เราจำภาพเขาช่องลมเป็นพื้นที่สีเขียวกว้าง ๆ มีภูเขาโอบอยู่สองข้าง และมีลำธารทอดยาวเข้าไปด้านใน ดูเหมือนมีพื้นที่ให้เดินเล่นเยอะมาก
แต่ภาพที่เราเห็นกลับเป็นร่องเขาแคบ ๆ และในวันที่เราไปก็มีนักท่องเที่ยวอยู่เต็มพื้นที่ ทำให้บรรยากาศดูวุ่นวายกว่าที่จินตนาการ
เรามารู้ภายหลังว่า จุดที่พวกเราได้ไปไม่ใช่จุดหลักของเขาช่องลม เพราะสภาพแต่ละวันไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและความปลอดภัย ดังนั้นเส้นทางที่เรือพาไปในแต่ละวันก็อาจแตกต่างกันได้
เขาช่องลมที่เราเห็นในวันนั้นเป็นลักษณะร่องเขา มีเนินเขาสูงระดับกลาง ๆ ขนาบอยู่สองด้าน และมีทางน้ำไหลทอดลึกเข้าไปด้านใน ถ้ามองตรงเข้าไปจะเห็นแนวทางเดินที่สามารถเดินต่อไปได้อีกเกือบหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งเป็นบริเวณต้นน้ำที่ไหลลงมาจากด้านในของหุบเขา
บริเวณปลายทางที่เรือจอดมีคนจำนวนมากยืนถ่ายรูปและนั่งพักอยู่ตามโขดหิน พวกเราจึงพยายามเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย เพื่อหามุมที่คนน้อยลงและได้เห็นบรรยากาศของเขาช่องลมมากขึ้น
เส้นทางสนุกกว่าที่คิด มีความผจญภัยเล็ก ๆ ทั้งการไต่โขดหิน เดินทรงตัวผ่านสะพานไม้ไผ่บางช่วง เดินเลาะริมน้ำ และบางจุดต้องจับเชือกเพื่อช่วยพยุงตัว

โชคดีมากที่วันที่เราไปท้องฟ้าครึ้ม ไม่มีแดดแรง ๆ ถึงอย่างนั้นอากาศก็ยังร้อนอบอ้าวจนต้องถอดเสื้อกันแดดออก
หลังจากเดินสำรวจ ถ่ายรูปเล่นกันแบบเร็ว ๆ ตามเวลาที่มี พวกเราก็นั่งเอาขาแช่น้ำเย็น ๆ ให้หายร้อนสักพัก ก่อนจะกลับไปขึ้นเรือ
บันไดสองร้อยกว่าขั้น

ทีแรกพวกเรายังเข้าใจว่าเรือน่าจะพาไปเที่ยวจุดที่สามต่อ เพราะบางรีวิวบอกว่าเขาช่องลมมีที่เที่ยว 3 จุด แต่พอกลับขึ้นเรือ คนขับกลับพาเรือย้อนกลับไปที่ท่าเรือเลย
เข้าใจว่าคงเป็นช่วงที่น้ำขึ้น ทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวอีกจุดหนึ่งได้ ถึงจะน่าเสียดาย แต่ก็รู้สึกว่าเที่ยวเต็มอิ่มกำลังดีแล้ว เพราะตอนนี้ท้องเริ่มจะร้องแล้วล่ะ
ก่อนถึงท่าเรือ คนขับก็เรียกเก็บค่าเรือ คนละ 200 บาท
ที่จริงค่าเรือที่คุณป้าที่แจกคิวเรือบอกมาคือ คนละ 150 บาท แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะจำนวนคนในเรือของเรามี 14 คน แทนที่จะเต็ม 15 คนหรือเปล่า เขาเลยเก็บคนละ 200 บาท
พอทุกคนจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว คนขับเรือก็พาเรากลับเข้าท่า ตอนนั้นเวลา 9 โมงเช้าพอดี
แล้วเราก็พบกับด่านสุดท้ายของทริปนี้ นั่นคือ บันไดสองร้อยกว่าขั้น ที่ขึ้นกลับไปยังเขื่อน
เราเห็นเพื่อนร่วมทริปหลายคนเดินไปหอบไปจนต้องนั่งพักเป็นระยะ ๆ ส่วนเราถึงจะเมื่อยบ้าง แต่ก็ยังเดินได้สบาย รู้สึกดีใจว่า ที่ฝึกวิ่งมาทุกอาทิตย์ได้ผลบ้างสินะ
ที่น่าสนใจกว่าคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่กำลังรอคิวเรือจนเต็มบันได แถวยาวต่อเนื่องไปถึงบริเวณสันเขื่อน
ตอนนั้นเราสองคนหันมามองหน้ากันแล้วพูดว่า
“คิดถูกแล้วที่ตื่นตั้งแต่ตีห้า”
หลังจากที่เราขับรถออกจากเขื่อนขุนด่านปราการชลมาได้ไม่กี่นาที ฝนก็ตกลงมา ก่อนจะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ
จากนักท่องเที่ยว เกือบจะกลายเป็นผู้ประสบภัยเสียแล้ว