เตียงนุ่ม ๆ หนังสือดี ๆ และชีวิตที่ไม่ต้องรีบ

ดำน้ำชุมพรครั้งแรก ฉบับคนว่ายน้ำไม่เก่ง เปิดโลกใต้ทะเลในวัย 30

บางครั้งการเดินทางก็พาเราไปลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ 

ชุมพร เป็นหนึ่งในทริปนั้น

ตอนแรกพวกเราตั้งใจแค่มาพักผ่อนที่โฮมสเตย์ชาวประมง กินอาหารทะเล ใช้ชีวิตช้า ๆ อยู่ริม ปากน้ำชุมพร ให้สมกับเป็นทริปสโลว์ไลฟ์ แต่สุดท้ายกลับจบลงด้วยการใส่ชุดว่ายน้ำ กระโดดลงทะเล และลอง ดำน้ำเป็นครั้งแรกในชีวิต

พี่สันเป็นคนชอบดำน้ำอยู่แล้ว ส่วนคุกกี้คือมือใหม่ 100% ว่ายน้ำก็ไม่เก่ง แถมยังไม่ค่อยชอบความรู้สึกที่ต้องหายใจใต้น้ำเท่าไร

แต่ตั้งแต่คบกันมา พี่สันก็ชอบพาเราไปลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยกล้าลองทำคนเดียว แล้วบางอย่างก็กลายมาเป็นสิ่งที่เราชอบไปด้วย

ครั้งนี้ก็อาจจะเหมือนกัน

“ลองดูละกัน”

ออกเดินทางสู่ 4 เกาะ

พวกเราเลือกจองทัวร์กับ Siam Catamaran Tours ผ่านที่พัก รับลมชมคลองโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นบ้านพักแสนสบายในหมู่บ้านชาวประมง

จริง ๆ แล้วเรือสามารถมารับถึงริมท่าน้ำหน้าที่พักได้เลย แต่วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของทริปและเราต้องเช็กเอาต์อยู่แล้ว เลยเลือกขับรถไปที่บริษัททัวร์เอง ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีจากที่พัก

โปรแกรมดำน้ำของที่นี่จะสลับเกาะกันตามวันคู่และวันคี่ วันที่เราไปเป็นวันคี่ จึงเป็นโปรแกรมดำน้ำ 4 เกาะ

  1. เกาะง่ามน้อย
  2. เกาะง่ามใหญ่
  3. เกาะกะโหลก
  4. เกาะทะลุ

พวกเราไปถึงบริษัททัวร์ประมาณ 8.30 น.

ก่อนออกเรือ ทางทัวร์จะมีการแนะนำวิธีดำน้ำ การเตรียมตัว แจกเสื้อชูชีพ ให้ยืมหน้ากากดำน้ำ รวมถึงให้เซ็นเอกสารรับทราบเรื่องการดำน้ำ

รู้สึกตื่นเต้นและกลัวขึ้นมานิดหน่อย พวกเรากำลังจะลงทะเลจริง ๆ แล้วสินะ

ทางทัวร์แนะนำให้เข้าห้องน้ำ ทานข้าวเช้ารองท้องให้เรียบร้อยก่อนออกเรือ เพราะหลังจากนี้ก็จะใช้เวลาอยู่กลางทะเลกันเกือบทั้งวัน

เวลา 9 โมงตรง เรือก็แล่นออกจากท่า

เป็นเรือสองชั้นขนาดกลางที่ให้ความรู้สึกคล้ายเรือประมงลำเล็ก ๆ ค่อย ๆ แล่นออกจากปากน้ำชุมพร คุกกี้กับพี่สันตรงไปนั่งใกล้ ๆ หัวเรือชั้นหนึ่งเพื่อชมวิวรอบข้างได้อย่างเต็มตา

ช่วงแรกเรือแล่นผ่านหมู่บ้านชาวประมงที่เราเพิ่งพักมาอย่างเชื่องช้า สองข้างทางมีเรือประมงลำใหญ่จอดเรียงราย และมีเรือบางลำกำลังกลับเข้าฝั่ง หลังจากออกไปหาปลากันมาทั้งคืน

บนเรือมีลูกทัวร์เกือบ 20 คน ตั้งแต่เด็กประถม วัยทำงาน ไปจนถึงวัยใกล้เกษียณ ทุกคนแต่งตัวพร้อมลงน้ำ ส่วนใหญ่ใส่ชุดดำน้ำแขนยาวขายาวกันเรียบร้อย

ช่วงแรกยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พวกเราถ่ายรูป ถ่ายวิว ถ่ายบรรยากาศบนเรือกันไปเรื่อย ๆ แต่พอเรือออกพ้นเขตชุมชนปากน้ำเข้าสู่ทะเลจริง ๆ กัปตันก็เร่งความเร็วขึ้น 

ลมทะเลพัดเข้าหน้า แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาในเรือ จากความตื่นเต้นตอนแรก ค่อย ๆ กลายเป็นความง่วง

พวกเรามองเห็นเกาะแรก อยู่ไกล ๆ เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ตรงเส้นขอบฟ้า เหมือนจะไกลเท่าไร แต่ผ่านไปครึ่งชั่วโมง… เกาะก็ยังดูเท่าเดิม

สุดท้ายจากที่ตั้งใจจะนั่งชมวิวทะเลไปจนถึงเกาะแรก พวกเราก็เริ่มสัปหงกกันทีละคน ตื่นมาอีกทีเกือบ 10 โมง คราวนี้เกาะง่ามน้อยดูใกล้ขึ้นมากแล้ว 

แม้จะเป็นหน้าฝน แต่เช้าวันนั้นอากาศยังแจ่มใส แดดค่อนข้างจ้า ไม่นานเรือก็มาถึงเกาะ สตาฟเริ่มเตรียมอุปกรณ์ให้ทุกคน

อย่างแรกคือ สตาฟเดินถือสบู่เด็กจอห์นสันมาบีบใส่หน้ากากดำน้ำให้ทั้งด้านในและด้านนอก แล้วให้เราเช็ดออก เห็นว่านี่เป็นวิธีช่วยป้องกันไม่ให้หน้ากากเป็นฝ้าระหว่างอยู่ใต้น้ำ

จากนั้นเรือก็จอดใกล้ ๆ เกาะง่ามน้อย

ครั้งแรกที่ได้เห็นโลกใต้น้ำ

สตาฟกระโดดลงน้ำไปลากเชือกสำหรับกั้นเขตดำน้ำ เพื่อให้ทุกคนว่ายอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เก่งอย่างเรา ยิ่งรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอีกหน่อย เพราะสามารถเกาะเชือกลอยน้ำไปได้ 

เรายืนดูคนอื่นที่ดูเหมือนจะชำนาญเรื่องดำน้ำทยอยกระโดดลงน้ำกันไปทีละคนจนหมด เราจับเสื้อชูชีพไว้แน่น ๆ แล้วค่อยกระโดดตามลงไป

ทันทีที่ตัวสัมผัสน้ำ ความเย็นก็ปะทะเข้ามา โชคดีที่อากาศค่อนข้างร้อน น้ำเย็น ๆ เลยไม่ได้ทำให้หนาว กลับรู้สึกสดชื่นและกำลังสบาย

เราค่อย ๆ เลื่อนหน้ากากดำน้ำที่ยังใหม่เอี่ยมลงมา ก่อนหน้านี้เราทดลองดำน้ำในสระว่ายน้ำมาก่อน ลองใส่หน้ากาก ฝึกหายใจทางปาก พอมาถึงทะเลจริง ๆ เลยไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่ไปเสียทั้งหมด

แต่ของจริงก็มีความยากเพิ่มขึ้นมาอีกนิดเพราะคลื่นทะเล ตัวเราจะโยกขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอด ทำให้การใส่หน้ากากและจัดท่าตัวเองยากกว่าตอนอยู่ในสระที่น้ำนิ่ง ๆ พอสมควร

พี่สันจูงมือเราแล้วค่อย ๆ ว่ายนำไปข้างหน้า ส่วนคุกกี้ทำหน้าที่ลอยตัวตามไป ก่อนจะค่อย ๆ จุ่มหน้าลงน้ำ ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้เราตื่นเต้นขึ้นมาทันที

โลกใต้น้ำมันใสขนาดนี้เลยเหรอ

มันเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในฉากของแอเรียลที่กำลังว่ายน้ำเล่นกับฝูงปลา ปลาหลากสี หลายขนาด ว่ายผ่านไปมาอยู่รอบตัว บางตัวไม่ได้กลัวคนเลย กลับว่ายเข้ามาใกล้จนมองเห็นกันชัด ๆ

ด้านล่างมีปะการังขนาดใหญ่ และดอกไม้ทะเลที่พลิ้วไปตามกระแสน้ำ ทุกอย่างเคลื่อนไหวช้า ๆ ไปตามจังหวะของทะเล

ตอนนั้นเองที่เราเข้าใจว่า ทำไมเพื่อน ๆ สายดำน้ำถึงชอบพูดว่า

“โลกใต้ทะเลทำให้รู้สึกสงบ”

ภาพตรงหน้าทำให้รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ แต่สำหรับมือใหม่แบบเรายังเข้าไม่ถึงความสงบ ความว่ายน้ำไม่เก่งทำให้เราต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

ด้วยความที่ยังบังคับทิศทางตัวเองได้ไม่ค่อยดี เลยไม่กล้าว่ายเข้าไปใกล้ปะการังมากนัก กลัวเผลอเตะ กลัวเผลอชน จนเผลอไปทำร้ายเจ้าปะการังเข้า

ส่วนคนที่ดำน้ำเก่ง ๆ บางคนถอดเสื้อชูชีพที่ช่วยพยุงตัวออก แล้วค่อย ๆ ดำลึกลงไปใต้น้ำ ว่ายผ่านปะการังไปอย่างอิสระ มองจากด้านบนแล้วดูเหมือนนางเงือกที่กำลังว่ายเล่นอยู่ในโลกของตัวเอง

ระหว่างนั้นสตาฟก็คอยดูทุกคนอยู่ตลอด บางครั้งมีว่ายมาถ่ายรูปให้ คอยบอกว่าถ้าอยากไปดูฝูงปลาต้องว่ายไปทางไหน หรือถ้าอยากดูปะการังสวย ๆ ให้ไปทางไหน และคอยดูไม่ให้ใครออกนอกเขตเชือกที่กั้นไว้

เกาะแรกค่อนข้างคึกคัก พวกเราว่ายกันอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะทยอยกลับขึ้นเรือ จากนั้นเรือก็ออกเดินทางต่อไปยัง เกาะง่ามใหญ่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเกาะแรกมากนัก

เกาะที่สวยและกระแสน้ำก็แรงที่สุด

สำหรับเรา ที่นี่สวยที่สุดของทริป

น้ำใสมาก สีของปะการังละลานตา และมีฝูงปลาหน้าตาแปลก ๆ ว่ายอยู่เต็มไปหมด แต่ความสวยก็มาพร้อมกับกระแสน้ำที่แรงกว่าเดิม

ช่วงแรกสตาฟให้พวกเราเกาะเชือก เพื่อค่อย ๆ ไปยังจุดที่มีปะการังสวย ๆ ต้องค่อย ๆ ไต่เชือกไปทีละนิด เพราะกระแสน้ำแรงจนว่ายไปเองค่อนข้างยาก

พอไปถึงจุดดำน้ำแล้วก็สนุกขึ้น แต่ต้องระวังมากกว่าเกาะแรก เพราะบริเวณนี้มีทั้งปะการังและโขดหินเยอะ ข้อดีคือได้เห็นทุกอย่างแบบใกล้มาก แต่ก็ทำให้พื้นที่ว่ายค่อนข้างแคบ ด้วยความที่เรายังควบคุมทิศทางตัวเองไม่ค่อยได้ ก็มีเผลอไปชนโขดหินอยู่บ้างเหมือนกัน

ระหว่างมองลงไปใต้ทะเล เราเห็นโครงสร้างบางอย่างที่ถูกนำมาวางไว้ เพื่อช่วยให้ปะการังกลับมาเติบโตอีกครั้ง ปะการังที่เราเห็นตรงหน้าอาจต้องใช้เวลาหลายร้อยปี กว่าจะเติบโตจนกลายเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์

เราอยู่ที่เกาะง่ามใหญ่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่ท้องฟ้าจะเริ่มเปลี่ยนไป เมฆเริ่มมืดลงกระแสน้ำเริ่มแรงขึ้น เหมือนฝนกำลังจะตก สตาฟจึงเรียกทุกคนให้ทยอยว่ายกลับขึ้นเรือ

ดูเหมือนทะเลกำลังบอกว่า ถึงเวลากลับขึ้นเรือแล้ว

มื้อกลางวันกลางทะเล

พอดีกับเวลาเกือบเที่ยง เรือค่อย ๆ ออกห่างจากเกาะง่ามใหญ่ มุ่งหน้าไปยังเกาะถัดไปอย่าง เกาะกะโหลก 

พอเข้าใกล้เกาะก็เห็นเรือท่องเที่ยวจอดอยู่รอบ ๆ หลายลำ ดูเหมือนที่นี่จะเป็นจุดพักกลางวันของหลาย ๆ ทัวร์

ไม่นานสตาฟก็เริ่มทยอยแจกข้าวกล่อง มื้อกลางวันวันนี้เป็นข้าวไก่ทอดกับผัดฉ่าปลา อร่อย เติมพลังกลุ่มคนที่กำลังหิวโซได้กำลังดี ถึงจะรู้สึกผิดอยู่หน่อย ๆ เพราะวันนี้เรากำลังนั่งกินปลา ในวันที่เพิ่งลงไปดูฝูงปลาน่ารัก ๆ ใต้น้ำมา 

พูดถึงมื้ออาหารแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่พวกเราเจอตลอดทริปชุมพรตั้งแต่วันแรก นั่นคือ แมลงวัน

ชุมพรเป็นจังหวัดที่เราเจอแมลงวันเยอะที่สุดจังหวัดหนึ่งที่เคยไปเที่ยว เยอะแบบมาเป็นกองทัพ! ตั้งแต่ร้านข้าวแกงเล็ก ๆ ร้านอาหารริมทะเล ไปจนถึงร้านอาหารใหญ่ ๆ เจอแมลงวันนับร้อย ๆ ตัวจนต้องกินข้าวไป แขนปัดแมลงไป

ตอนแรกคิดว่าออกมากลางทะเลแล้วน่าจะรอด แต่เปล่าเลย ฝูงแมลงวันตามมาด้วย!

ดีที่บนเรือทางทัวร์จัดการเรื่องนี้ค่อนข้างดี มีทั้งกาวดักแมลงและคอยดูแลบริเวณอาหาร ทำให้แมลงวันไม่ได้มารุมตอมอาหารหรือกวนใจ อาหารยังดูสะอาดเรียบร้อยดี

อาจฟังดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สำหรับเราที่เจอแมลงวันมาตั้งแต่วันแรก การได้นั่งทานอาหารสงบ ๆ โดยไม่ต้องปัดไม้ปัดมือไปด้วย ถือเป็นมื้อแห่งความสุขเลย

กินข้าวอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาลงน้ำต่อ

จริง ๆ ตอนนั้นเริ่มเหนื่อยแล้ว สองเกาะแรกก็รู้สึกดำน้ำเต็มอิ่ม แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว และไม่รู้ว่าจะได้มีทริปดำน้ำอีกเมื่อไร สุดท้ายก็เลยตัดสินใจกระโดดลงน้ำต่อ

เกาะกะโหลกมีน้ำที่ขุ่นกว่าเกาะง่ามน้อยและเกาะง่ามใหญ่อย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นเพราะฝนเพิ่งตกเมื่อคืนก่อน แต่ก็มีฝูงปลาจำนวนมากให้ดู มีทั้งปลาตัวเล็ก ตัวใหญ่ รวมถึงปลาหน้าตาแปลก ๆ ว่ายผ่านไปมา

พวกเราใช้เวลาอยู่ในน้ำอีกประมาณ 15 นาที เวลาดำน้ำแต่เกาะเริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ ตามแรงที่มี

ก่อนจะขึ้นเรือพร้อมกับความรู้สึกว่า “อยากกลับแล้ว”

เกาะทะลุ ที่แค่ทะลุผ่านไป

แต่ทริปยังไม่จบ เพราะเรายังเหลือ เกาะทะลุ เกาะสุดท้ายอยู่ค่อนข้างไกล เราต้องนั่งเรืออีกครึ่งชั่วโมง 

ตอนนั้นบรรยากาศคึกคักบนเรือเปลี่ยนไปจากตอนเช้าอย่างเห็นได้ชัด หลายคนนั่งเงียบ ๆ บางคนหลับ ส่วนเราก็นั่งหมดแรงอยู่บนเรือ

จนเกือบ 3 โมง เราก็มาถึงเกาะทะลุ ชื่อของเกาะมาจากโพรงขนาดใหญ่ที่ทะลุอยู่ตรงกลางเกาะ 

แต่ยังไม่ทันได้ลงน้ำ ท้องฟ้าระหว่างทางเริ่มครึ้มลงเรื่อย ๆ ก่อนจะมีน้ำจากฟ้าหยดลงมาปะทะหน้า แม้ฝนจะไม่ได้แรงมาก แต่ก็พอทำให้คลื่นทะเลรุนแรงกว่าตอนเช้า

สตาฟจึงขอข้ามเกาะสุดท้าย เพราะกระแสน้ำบริเวณนี้แรงมาก ขนาดเรือยังโคลงเคลงกว่าปกติ หากลงไปดำน้ำก็อาจไม่ปลอดภัย

จริง ๆ ทางทัวร์แจ้งเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้วว่า โปรแกรมจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและกระแสน้ำเป็นหลัก แม้โปรแกรมจะเขียนไว้ว่า 4 เกาะ แต่ถ้าสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย อย่างน้อยจะพยายามพาไปให้ได้ 3 เกาะ

ตอนที่สตาฟบอกว่าเราจะไม่ได้ลงเกาะสุดท้าย ไม่มีใครที่ดูเสียดายเลย สภาพเหนื่อยล้าของทุกคนมีสีหน้าชัดโอเค ผ่านเลย กลับบ้านเถอะ เพราะเอาจริง ๆ สามเกาะก็เต็มอิ่มมากแล้ว และความปลอดภัยก็สำคัญกว่า

คลื่นแรงกับการเดินทางกลับ

หลังจากนั้นก็ถึงเวลานั่งเรือกลับเข้าฝั่ง ใช้เวลาอีกชั่วโมงกว่า ๆ ช่วงขากลับกระแสน้ำแรงกว่าตอนขามาอย่างรู้สึกได้ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คลื่นแรงจนเรือเอียงไปด้านหนึ่งเล็กน้อย กัปตันต้องตะโกนบอกคนที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายบางส่วนให้ย้ายมานั่งฝั่งขวา เพื่อช่วยให้เรือบาลานซ์กับคลื่น

เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้รู้ว่า วันนี้ทะเลไม่ได้ใจดีกับเราตลอดทั้งวัน แต่โชคดีที่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปมากกว่านั้น

พวกเรากลับไปนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นกันต่อ บนเรือแทบไม่มีใครพูดอะไรแล้ว ทุกคนหมดแรงจากการดำน้ำมาทั้งวัน จนในที่สุดเรือก็กลับเข้าฝั่งเกือบ 5 โมงเย็น ช้ากว่าเวลาตามโปรแกรมประมาณหนึ่งชั่วโมง

พอถึงฝั่ง พวกเรารีบเข้าไปล้างเนื้อล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ ก่อนจะได้รับน้ำมะพร้าวที่สตาฟเตรียมไว้ให้เป็นเครื่องดื่มส่งท้าย ดื่มน้ำมะพร้าวเย็น ๆ หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน เป็นอะไรที่สดชื่นมาก

เหมือนเป็นการบอกลากันสั้น ๆ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายจาก Siam Catamaran Tours

คุกกี้กับพี่สันเก็บของขึ้นรถ แล้วออกเดินทางต่อทันที

คืนนี้เราจะไปพักกันที่ ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต้องขับรถต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง และนั่นก็เป็นการบอกลาชุมพร เมืองเล็ก ๆ ที่พวกเราใช้เวลาอยู่ 2 วัน แต่กลับได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ มากกว่าที่คิด

ตั้งแต่คนที่กลัวน้ำ ว่ายน้ำไม่เก่ง และไม่เคยคิดจะดำน้ำ กลายเป็นคนที่กระโดดลงทะเลไปถึง 3 เกาะในวันเดียว

มันเป็นทริปที่ทั้งเหนื่อย ทั้งตื่นเต้น และเปิดโลกมาก ๆ 

สิ่งที่ดีที่สุดคือการได้กล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ ในวัย 30 ถึงจะโตแค่ไหนก็ยังมีอะไรสนุก ๆ ใหม่ ๆ ให้ลองทำอีกเยอะเลย



Previous Post
Next Post

วันธรรมดาที่ได้อ่านหนังสือเล่มโปรด
ดูหนังสยองขวัญในคืนฝนตก ตกแต่งบ้านสองชั้น
ออกเดินทางไปดูโลก แล้วกลับมาบ้านอีกครั้ง

ความสุขที่ซ่อนอยู่ในวันธรรมดา

ยินดีต้อนรับสู่ บ้านโมริ
สถานที่แสนพิเศษที่ชวนให้สบายใจเป็นที่สุด

☘︎ บ้านโมริ (BaanMori) since 2025 © All rights reserved.