Outside no. 9 𖤘 Tag: ภูเขาหิมะมังกรหยก, ลี่เจียง, จีน
การเดินทางเที่ยวจีนครั้งแรกค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเลยว่าจะได้ไปภูเขาหิมะชื่ออย่างกับหนังจอมยุทธ์อย่าง ภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Mountain)
เดิมทีเรามีวันว่างอยู่หนึ่งวันในเมืองลี่เจียง หลังจากไปเดินป่าที่หุบเขาเสือกระโจนมาเมื่อวันก่อน ใคร ๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไหน ๆ มาถึงลี่เจียงแล้ว ต้องลองไปภูเขาหิมะมังกรหยกสักครั้ง เพราะที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 5A ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของจีน
ด้วยความที่พี่สันเป็นคนจัดการเตรียมตั๋ว ส่วนคุกกี้มีหน้าที่เตรียมตัวไปอย่างเดียว เราเลยไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่คิดว่า…
จะต้องตื่นตั้งแต่ตี 5
ฝ่าอากาศติดลบ
นั่งรถหลายต่อ
และต่อคิวเกือบครึ่งวัน
เพื่อแลกกับการได้เห็นภูเขาหิมะเป็นครั้งแรกในชีวิต
ขอพาไปดูการเดินทางขึ้น ภูเขาหิมะมังกรหยก ที่จริง ๆ แล้วไม่ได้ง่ายแค่ซื้อทัวร์แล้วเดินขึ้นไปดูหิมะอย่างที่เราคิดค่ะ
ออกเดินทางตั้งแต่ตี 5 ไปแบบ Join Tour
ทริปนี้พี่สันเป็นคนจองผ่าน Trip.com เป็นทัวร์แบบ Join Tour ซึ่งรวมเราแล้วทั้งหมด 5 คน
ไกด์เป็นผู้หญิงชาวจีนและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เวลาจะบอกอะไรกับพวกเรา เธอจะส่งข้อความมาทาง WeChat แล้วเราก็ใช้ Translate ช่วยกันอ่านอีกที
จริง ๆ แล้วไกด์ดูแลพวกเราดีมากและค่อนข้างน่ารัก เตรียมทั้งออกซิเจนกระป๋อง เสื้อกันหนาว รวมถึงหาร้านอาหารดัง ๆ ไว้พาไปกินตอนจบทริป ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในราคาทัวร์แล้ว
มีแค่เรื่องภาษาเท่านั้นที่ทำให้การสื่อสารบางอย่างอาจจะไม่ค่อยสะดวก
ไกด์ของเรายังทำหน้าที่เป็นคนขับรถด้วย เช้าวันนั้นเธอมารับเราที่โรงแรมตั้งแต่ ตี 5 จากนั้นก็ขับรถไปรับสมาชิกคนอื่นจนครบ 5 คน ก่อนจะเริ่มออกเดินทางกันจริง ๆ
ตอนแรกเราคิดง่าย ๆ ว่า นั่งรถไปถึงอุทยาน แล้วขึ้นกระเช้าไปดูภูเขาหิมะเลย
ไม่คิดเลยว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการแวะแล้วแวะอีกหลายจุด
จุดรวมตัวที่ทุกคนต้องมา ก่อนขึ้นภูเขาสูงกว่า 4,500 เมตร
หลังจากรับสมาชิกครบแล้ว ไกด์พาพวกเรามาที่ศูนย์แนะนำการเดินทาง ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวที่จะขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยกต้องมารวมตัวกันก่อน
ตอนที่ไปถึงเกือบหกโมงเช้า คนก็เยอะแล้ว นักท่องเที่ยวหลายร้อยคนที่ทยอยกันเข้ามาเป็นรอบ ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะจัดกลุ่มและอธิบายวิธีการขึ้นภูเขา รวมถึงสิ่งที่ควรเตรียมตัวก่อนขึ้นไป
อุปสรรคแรกที่พวกเราเจอคือ ทุกอย่างเป็นภาษาจีน
โชคดีมากที่เพื่อนร่วมทริปของพวกเราเป็นน้องผู้หญิงชาวสิงคโปร์ 2 คน ซึ่งพูดได้ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษคล่อง พวกเธอเลยกลายเป็นล่ามประจำกลุ่มไปโดยปริยาย
เรื่องสำคัญที่เจ้าหน้าที่อธิบายให้ฟังคือ การหายใจบนภูเขา
จุดที่พวกเราจะได้ขึ้นกระเช้าไปถึงอยู่ที่ความสูงประมาณ 4,500 เมตร และจากนั้นยังสามารถเดินต่อขึ้นไปตามทางเดินเพื่อชมวิวบนภูเขาได้อีก สูงกว่าดอยอินทนนท์ของบ้านเรากว่า 2 เท่า
ยิ่งสูง อากาศก็ยิ่งเบาบาง หลายคนจึงอาจรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจไม่เต็มปอด เวียนหัว หรือมีอาการ altitude sickness เจ้าหน้าที่จึงแนะนำเรื่อง การใช้ออกซิเจน ตั้งแต่ก่อนขึ้นภูเขา และให้พกออกซิเจนไว้ใช้ระหว่างทาง
ไกด์ของเราเตรียมออกซิเจนให้คนละ 1 กระป๋องอยู่แล้ว แต่เพื่อความอุ่นใจ คุกกี้กับพี่สันก็เลยซื้อเพิ่มอีกคนละกระป๋อง รวมถึงยาสมุนไพรจีนสำหรับช่วยปรับร่างกาย
จริง ๆ แล้วถ้าซื้อในตัวเมืองลี่เจียงจะถูกกว่า โดยกระป๋องออกซิเจนในเมืองราคาประมาณ 20-40 หยวน แต่ถ้าซื้อที่จุดรวมตัวหรือบนภูเขา ราคาประมาณ 60-100 หยวน แล้วแต่ช่วงเวลา
จากพระอาทิตย์ขึ้น สู่ Blue Moon Valley


หลังฟังคำแนะนำเสร็จก็หกโมงกว่า ๆ แล้ว ไกด์ขับรถพาพวกเราไปยังอุทยานของภูเขาหิมะมังกรหยกต่อ ระหว่างมีรถมุ่งหน้าไปทางเดียวกันจนเต็มถนน รถเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ
เวลาเกือบ 8 โมงเช้า แสงพระอหลังฟังบรีฟเสร็จก็หกโมงกว่า ๆ แล้ว ไกด์ขับรถพาพวกเราเดินทางต่อไปยังอุทยานภูเขาหิมะมังกรหยก
ระหว่างทางมีรถที่กำลังมุ่งหน้าไปทางเดียวกันเต็มถนน รถเคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ จนเรารู้สึกได้เลยว่าวันนี้คงไม่ได้เป็นทริปที่รีบไปรีบกลับแน่ ๆ
เกือบ 8 โมงเช้า แสงพระอาทิตย์ค่อย ๆ ขึ้น สาดแสงสีส้มไปยังภูเขาหิมะที่อยู่รอบ ๆ ไกด์จอดรถแวะให้พวกเราได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นระหว่างทาง มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากลงมายืนรวมตัวกันถ่ายรูป
อากาศหนาวติดลบจนเราแทบไม่อยากเปิดประตูรถเลย เหมือนไกด์จะรู้ เธอยื่นเสื้อกันหนาวแบบพอง ๆ สีน้ำเงินให้พวกเราทั้ง 5 คนใส่
ถึงจะไม่ได้แฟชั่นสวยงาม แต่กันหนาวได้ดีมาก แถมทำให้หาตัวกันง่ายมากท่ามกลางนักท่องเที่ยวเป็นร้อย ๆ คน
พวกเรายืนถ่ายรูปกันอย่างรวดเร็ว โดยมีเพื่อนร่วมทริปอีกคน เป็นน้องชายชาวออสเตรเลียที่เดินทางมาคนเดียวช่วยถ่ายรูปคู่ให้พวกเราอย่างใจดี
ถ่ายเสร็จก็รีบกลับขึ้นรถ ซุกตัวกลับเข้าไปในความอบอุ่น แล้วเดินทางต่อ
ประมาณ 9 โมงเช้า พวกเราก็มาถึงอุทยานภูเขาหิมะมังกรหยก ไกด์พาพวกเราไปซื้อตั๋ว Shuttle Bus เพื่อเข้าไปชมอีกหนึ่งไฮไลต์ของอุทยาน นั่นก็คือ Blue Moon Valley


จริง ๆ แล้วสามารถเดินเที่ยวเองได้ แต่พื้นที่กว้างและระยะทางไกลกว่าที่คิดมาก ถ้าเดินน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงเลย ถ้ามีเวลาจำกัด แนะนำว่านั่งรถเที่ยวดีกว่า
ส่วนคุกกี้กับพี่สันเลือกนั่ง Shuttle Bus แล้วลงตามจุดต่าง ๆ เพื่อชมทะเลสาบ 3 จุดหลัก สีน้ำเป็นสีฟ้าอมเขียวใสหลายจุด มีภูเขาหิมะมังกรหยกเป็นฉากหลัง สวยราวกับภาพวาด
แต่คนมหาศาลมาก พวกเราไปช่วงปีใหม่สากล ถึงจะยังไม่ใช่ช่วงตรุษจีน แต่นักท่องเที่ยวก็เยอะมาก แถมได้ยินเสียงภาษาไทยอยู่แทบทุกจุด
บรรยากาศที่ควรจะได้เดินชมวิวสบาย ๆ เลยกลายเป็นต้องเดินเบียด ๆ กันตลอดทาง รู้สึกอึดอัดพอสมควร สุดท้ายพวกเราเลยรีบดู รีบถ่ายรูป แล้วรีบขึ้นรถต่อ
แต่ถึงจะรีบแค่ไหน ก็ยังใช้เวลาไปชั่วโมงกว่า ๆ อยู่ดี
กว่าจะได้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ก็เกือบเที่ยงแล้ว
เวลาเกือบ 11 โมง พวกเรากลับมาหาไกด์
จริง ๆ เราเลยเวลานัดไปนิดหน่อย เพราะหลงทางตอนหาจุดขึ้นรถบัสกลับ ตอนแรกก็คิดว่าเราคงเป็นกลุ่มสุดท้ายแล้ว ปรากฏว่าเพื่อนร่วมทริปอีก 3 คนก็ยังไม่มาเหมือนกัน
เพราะคนเยอะมาก และอุทยานก็กว้างกว่าที่คิด ทำให้การเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดใช้เวลานานพอสมคว
สุดท้ายไกด์เลยให้คุกกี้กับพี่สันไปต่อก่อน โดยแวะเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วพาเราไปยังจุดต่อคิวขึ้นรถบัส เพื่อไปต่อกระเช้าลอยฟ้า

ตรงนี้ถือเป็นจุดที่ไกลที่สุดที่ไกด์จะมาส่งเรา หลังจากนี้เธอจะไม่ได้ขึ้นไปด้วยแล้ว แต่จะรอพวกเรากลับลงมาที่ด้านล่าง
พอมาถึงตรงนี้ การมีไกด์มาด้วยช่วยได้เยอะมาก เพราะที่นี่ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก แทบไม่มีป้ายภาษาอังกฤษ บางจุดนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้ช่องทางแยกเพื่อประหยัดเวลาได้ด้วย แต่ถ้าไม่มีไกด์ เราก็คงไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน
อีกอย่างที่ควรรู้คือ การเข้าแต่ละจุดจะใช้ทั้ง พาสปอร์ตและ QR Code ในโทรศัพท์
หลังจากจองทริปผ่าน Trip.com แล้ว ไกด์จะเป็นคนส่ง QR Code มาให้ และเราจะใช้ QR Code นี้ตลอดทริป
จากจุดนี้พวกเรานั่งรถบัสต่อ แล้วก็ต่อคิวขึ้นกระเช้า รวม ๆ แล้วเกือบหนึ่งชั่วโมง


ถึงตอนนี้ สิ่งที่เหนื่อยที่สุดของการมาเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยกอาจไม่ใช่การหายใจบนภูเขา แต่คือการรอคิวคนนับร้อยทุกขั้นตอน
แต่ในที่สุด หลังจากเดินทางมาตั้งแต่ตี 5 ตอนนี้พวกเราก็ได้ขึ้นกระเช้า และกำลังจะได้ไปสัมผัสภูเขาหิมะของจริงแล้ว
ภูเขาหิมะแรกในชีวิต
เวลาเที่ยงกว่า ๆ ในที่สุดคุกกี้กับพี่สันก็ได้ขึ้นมาถึงภูเขาหิมะมังกรหยกสักที


วินาทีแรกที่เดินออกจากกระเช้า สิ่งที่รู้สึกได้ทันทีคือ แดดแรงมากจนแสบตา แต่พอเจอลมเข้าไปก็หนาวจนติดลบ ตรงหน้าคือความขาวโพลนของหิมะสุดลูกหูลูกตา และภูเขาที่สูงใหญ่จนรู้สึกว่าอลังการกว่าที่เคยจินตนาการไว้มาก
สำหรับคนขี้หนาวแบบเรา วันนั้นแต่งตัวทั้งหมด 4 ชั้น เริ่มจากเสื้อสเวตเตอร์ชั้นใน ตามด้วยเสื้อกันหนาวอีก 2 ชั้น แล้วทับด้วยเสื้อโค้ทพอง ๆ สีน้ำเงินที่ไกด์เตรียมไว้ให้ทุกคน ถึงจะดูเทอะทะไปหน่อย แต่อบอุ่นและกันลมได้ดีมาก
ส่วนทางเดินบนภูเขา ทำไว้ค่อนข้างดีเลย เป็นทางไม้ที่จัดไว้เป็นทางเดินชัดเจน พื้นไม่มีหิมะเกาะ ทำให้เดินง่าย วันนั้นเราใส่รองเท้าเดินป่าที่พื้นยึดเกาะดี เลยไม่ได้รู้สึกลื่นหรือเดินลำบากอะไร
สิ่งที่ต่างจากการเดินเขาปกติคือ อากาศเบาบางมาก เดินนิดเดียวก็รู้สึกเหนื่อยและหายใจถี่ขึ้นกว่าปกติ แต่ไม่ได้ถึงขั้นเวียนหัว
เราคอยสูดออกซิเจนเป็นระยะทุก 15 นาที ก็รู้สึกว่ายังเดินต่อได้สบาย


จากสถานีกระเช้า เรายังสามารถเดินต่อขึ้นไปยังจุดสูงสุดที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ ระยะทางไม่ได้ไกลมาก ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
ส่วนตัวคุกกี้เดินขึ้นไปได้ประมาณครึ่งทาง แล้วเริ่มคิดว่า ถ้าขึ้นต่อแล้วตอนขาลงไม่ไหวจะทำยังไง? สุดท้ายเลยตัดสินใจรออยู่ตรงกลาง แล้วให้พี่สันเดินต่อขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดคนเดียว
สิ่งสำคัญคือประเมินตัวเองทั้งขาขึ้นและขาลงค่ะ
ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหว ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนขึ้นไปถึงยอด เพราะสำหรับเรา วิวตรงกลางทางกับวิวบนยอดก็ยังสวยและยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเห็นอยู่ดี
สุดท้ายพวกเราใช้เวลาอยู่บนภูเขาประมาณหนึ่งชั่วโมงนิด ๆ ก่อนตัดสินใจลง
ในที่สุดก็ได้เห็นภูเขาหิมะครั้งแรกในชีวิตจริง ๆ แล้ว
ภูเขาจบแล้ว แต่การอยังไม่จบ
ไกด์นัดทุกคนไว้ว่าให้กลับมาถึงไม่เกิน 15.00 น. คุกกี้กับพี่สันลงมาถึงก่อนเวลานิดหน่อย แต่ไกด์บอกว่า เพื่อนร่วมทริปที่เหลืออีก 3 คนยังอยู่บนยอดเขาอยู่เลย
สุดท้ายเราสองคนเลยได้แต่นั่งรอในรถ จากตอนแรกที่คิดว่าเดี๋ยวคงกลับแล้ว กลายเป็นนั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ รอไปอีกชั่วโมงกว่า แบตมือถือก็เริ่มใกล้หมด
ตอนนั้นพวกเรารอนานจนเริ่มคุยกันว่า หรือจะเรียกรถผ่าน DiDi กลับโรงแรมกันเองดี แต่ค่ารถก็ค่อนข้างสูง แถมแบตมือถือก็ใกล้หมดอีก เลยเลือกนั่งรอกลับพร้อมกัน
จนเกือบ 4 โมงเย็น เพื่อนร่วมทริปถึงทยอยลงมากันครบ
เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นข้อจำกัดของการมา Join Tour จริง ๆ เราเข้าใจเพื่อนร่วมทริปนะ เพราะการเดินบนภูเขาสูงแบบนี้เร่งไม่ได้อยู่แล้ว แต่ละคนต้องค่อย ๆ เดินตามกำลังตัวเอง แถมระหว่างทางก็ต้องต่อคิวทั้งกระเช้าและรถบัสอีก
เพียงแต่เมื่อเดินทางกันเป็นกลุ่ม เวลาของทุกคนก็ต้องผูกไว้กับคนที่ใช้เวลานานที่สุด
สุดท้ายการเดินทางไปภูเขาหิมะมังกรหยกที่เริ่มต้นตั้งแต่ตี 5 ก็จบลงตอน 5 โมงเย็น เมื่อไกด์ขับรถมาส่งเราที่โรงแรมจุดเดิม
รวมแล้ว 12 ชั่วโมงพอดี วันหนึ่งเต็ม ๆ กับการเดินทาง ต่อคิว ขึ้นเขา และลงเขา
ถึงได้รู้ว่า การขึ้นภูเขาหิมะสักครั้ง ใช้เวลาเยอะกว่าที่คิดมากจริง ๆ
ตื่นตีห้า รอคิวครึ่งวัน เพื่อภูเขาหิมะครั้งแรก คุ้มไหม?


ถึงจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เจออากาศติดลบ ต่อคิวยาวหลายชั่วโมง และใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับการเดินทาง แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นหิมะมาก่อนเลยแบบเรา
นี่เป็นประสบการณ์ที่เปิดโลกมาก
ความยิ่งใหญ่ของภูเขาหิมะตรงหน้าทำให้เรารู้สึกว่า อยากออกเดินทางไปเห็นอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น อยากไปเจอสิ่งที่ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองอีก
ถ้าคุณยังไม่เคยเห็นภูเขาหิมะสักครั้งในชีวิต เราว่า ภูเขาหิมะมังกรหยก เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรลองมาสัมผัสสักครั้ง
แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบรอ ไม่ชอบต่อคิวยาว ๆ เราแนะนำให้ลองจอง Private Tour แทน Join Tour หรือถ้ามีเวลาจำกัด อาจเลือกข้ามจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและ Blue Moon Valley ไปก่อน แล้วขึ้นกระเช้าไปภูเขาหิมะเลย จากนั้นค่อยกลับมาเที่ยวทะเลสาบทีหลังก็ได้
และถ้าเลือกช่วงเดินทางได้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงวันหยุดยาวของจีน โดยเฉพาะช่วงตรุษจีน หรือเทศกาลที่คนจีนเดินทางกันเยอะ ๆ เพราะจำนวนคนมีผลกับเวลาที่ต้องรอคิวจริง ๆ
ถึงจะเป็นการเดินทางที่เหนื่อยกว่าที่คิด แต่สุดท้ายก็ยัง ดีใจที่ได้มาเห็นภูเขาหิมะครั้งแรกในชีวิตด้วยตัวเอง