Readers’ Garden no. 127 𖤘 Tag: ประสบการณ์ชีวิต, ทำงานให้เก่ง
หากพูดถึง “เรื่องเล่าธุรกิจญี่ปุ่นที่ดีต่อใจ” ชื่อของ อาจารย์เกด ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ หรือนามปากกาเกตุวดี Marumura คงจะลอยขึ้นมาในหัวของใครหลายคน รวมถึงเราด้วยค่ะ
ทุกเรื่องเล่าของอาจารย์อย่าง ธุรกิจญี่ปุ่นร้อยปี โอโมเตนาชิ และ อิคิไก อ่านแล้วทั้งยิ้ม ทั้งได้พลัง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า
การเรียนมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นของอาจารย์เกดเป็นอย่างไรนะ?
ถึงหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งเล่าเรื่องญี่ปุ่นได้อิ่มหัวใจขนาดนี้
แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็เปิดเล่มใหม่ที่ตอบคำถามนั้น…
หนังสือ หัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น
ว่าด้วยประสบการณ์เรียนปริญญาตรี-โท-เอกที่มหาวิทยาลัยโกเบ เส้นทางกว่าแปดปีที่ขัดเกลาให้นักศึกษาสาวไทยกลายเป็น “นักเล่าเรื่องธุรกิจญี่ปุ่น” อย่างที่เราชอบในทุกวันนี้
อ่านตามหัวข้อ
บทเรียนจากสองเซนเซที่ต่างกันสุดขั้ว
สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตจากงานเขียนของอาจารย์เกดคือ วิธีเล่าเรื่องที่ “ชวนคิดตาม”
ชวนให้ผู้อ่านฝึกสังเกต ฝึกคิดวิเคราะห์ไปพร้อมกัน อีกทั้งยังสอดแทรกทัศนคติการทำงานดี ๆ โดยเฉพาะเล่มโปรดของเราอย่าง Makoto Marketing และ โอโมเตนาชิ จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น
พอได้อ่าน หัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น เล่มนี้ ถึงได้เข้าใจว่า สไตล์การสอนแบบชวนให้คิดเอง รวมถึงทัศนคติ ความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ถูกหล่อหลอมมาจาก เซนเซ (อาจารย์) สองท่านระหว่างที่อาจารย์เกดเรียนที่ญี่ปุ่น
คนหนึ่งเข้ม(งวด) อีกคนอ่อน(โยน)
แต่สร้างทักษะล้ำค่าให้ศิษย์เติบโตขึ้นได้เหมือนกัน
ท่านแรกคือ มิชินะเซนเซ อาจารย์สูงวัย ใจดี ให้โอกาสลูกศิษย์เสมอ เป็นผู้มอบความรู้ด้านกลยุทธ์ธุรกิจ และกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบให้กับอาจารย์เกด
อีกท่านคือ โอกาวะเซนเซ อาจารย์หนุ่มผู้เข้มงวดจริงจังเรื่องของการวางตัว มารยาททางสังคม ทัศนคติ และความรับผิดชอบ เข้มจนทำให้อาจารย์เกดเคยเสียน้ำตามาแล้ว
บทเรียนจากสองเซนเซ สองสไตล์ จึงกลายเป็นข้อคิดการทำงานดี ๆ ที่อาจารย์เกดหยิบมาแบ่งปันให้พวกเราในเล่มนี้
ขอสรุป 5 ข้อคิดการทำงานที่เราได้จากเล่มนี้มาแบ่งปันกับทุกคนค่ะ
คุณคือ “ฉะไคจิน”
“คนญี่ปุ่นเชื่อว่า เมื่อเริ่มทำงาน เริ่มมีหน้าที่และความรับผิดชอบ คุณเป็นฉะไคจิน (คนของสังคม) แล้ว เพราะฉะนั้นคุณต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด”
ข้อความวรรคหนึ่งจากหนังสือที่ทำให้เราฉุกคิดว่า…
เวลาเราทำงานอยู่ ไม่ได้มีแค่ “เรา” เพียงคนเดียวบนเส้นทางนั้น แต่มีเพื่อนร่วมทีม ลูกค้า พาร์ทเนอร์ และใครอีกหลายคนที่ได้รับผลจากงานของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม
ทุกงานล้วนเชื่อมโยงกับคนอื่นเสมอ
การคอยเตือนตัวเองว่า เราคือคนของสังคม ไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อให้คนรอบข้างทำงานได้ราบรื่นไปด้วย จะช่วยให้เราใส่ใจ ตั้งใจ และรับผิดชอบมากขึ้นโดยไม่ต้องมีใครมาคอยบอก
ทางการของญี่ปุ่นเองถึงกับประกาศ “ทักษะพื้นฐานที่ฉะไคจินควรมี” ไว้ 3 ข้อ ได้แก่
- Action ลงมือทำ ตั้งเป้าหมายแล้วทำได้จริง ไม่กลัวความล้มเหลว
- Thinking คิดเป็น สามารถวิเคราะห์ วางแผน และมีความคิดสร้างสรรค์
- Teamwork ทำงานร่วมกับคนอื่นเป็น สื่อสารได้ดี เป็นผู้ฟังที่ดี
สรุปสั้น ๆ ว่า คิดเป็น รับผิดชอบเป็น และคิดถึงผู้อื่น
สอนแบบไม่สอน
“เซนเซไม่ได้สอน แต่ให้พวกเราสังเกตเอง คิดเอง”
ในคลาสสัมมนากลยุทธ์ธุรกิจของมิชินะเซนเซ อาจารย์เกดเล่าว่า เซนเซไม่เคยสอนตรง ๆ เลยว่า ธุรกิจนี้ใช้กลยุทธ์อะไร
สิ่งที่มิชินะเซนเซทำคือ เปิดกราฟข้อมูล แล้วค่อย ๆ ไล่ถามนักศึกษาว่า
- เห็นอะไรในกราฟบ้าง
- ทำไมเส้นข้อมูลถึงเป็นแบบนี้
- เมื่อเปรียบเทียบแล้ว บริษัทไหนมีแนวโน้มดีที่สุด
นักศึกษาไม่สามารถนั่งฟังเฉย ๆ แล้วท่องจำข้อมูลได้ แต่ต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเอง เช่น
- เศรษฐกิจแต่ละปีเป็นยังไง
- ปีนั้นมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาหรือไม่
- อุตสาหกรรมเจอวิกฤตอะไรบ้าง
อาจารย์เกดเล่าว่า นั่นทำให้คลาสสนุกมาก สนุกกับการคาดเดาว่าตัวเลขสะท้อนเหตุการณ์อะไร สนุกกับการหาข้อมูล จนทำให้เธอเฝ้ารอคลาสของมิชินะเซนเซเสมอ
คลาสของมิชินะเซนเซมีแต่ “พื้นที่ให้คิด”
เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่การท่องจำตามตำรา แต่คือการฝึกให้คุณ สังเกต คิดวิเคราะห์ และลงมือทำต่อได้เองในที่สุด
ลองผิด ลองถูก แก้ปัญหาด้วยตัวเอง
“คนญี่ปุ่นสอนให้ลูกศิษย์หรือลูกน้องคิดเอง แก้ปัญหาเอง เหมือนอาจารย์เซนสอนลูกศิษย์อย่างไรอย่างนั้น”
อาจารย์เกดเล่าว่า โอกาวะเซนเซก็เป็นแบบนั้น ไม่ได้มาอธิบายทฤษฎียาว ๆ แต่โยนโจทย์ให้นักศึกษาได้ลองเผชิญเอง
ครั้งหนึ่งคลาสของอาจารย์เกดได้รับโจทย์ให้คิดกลยุทธ์การตลาดให้กับบริษัทใหญ่ แล้วนำเสนอกับทีมบริษัทโดยตรง
แม้โอกาวะเซนเซจะรู้ว่าไอเดียของเหล่านักศึกษาประสบการณ์น้อยคงยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ชักจูงปรุงแต่ง แต่ให้โอกาสนักศึกษานำเสนอไอเดียของตัวเองกับทีมบริษัทจริง ๆ
แม้ว่าฟีดแบ็กที่ได้จะค่อนข้าง เจ็บ แต่ก็เป็นบทเรียนที่ จำขึ้นใจ แบบไม่มีวันลืม
การลองผิดลองถูกไม่ใช่แค่ในคลาสเรียนเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในช่วงที่อาจารย์เกดทำงานพาร์ตไทม์ขายไก่ทอดด้วย
ตอนนั้นหน้าที่ของอาจารย์มีเพียง “จัดไก่ใส่กล่อง” เท่านั้นเอง
วันหนึ่ง คุณป้าที่ทำงานด้วยเดินมาดู แล้วพูดสั้น ๆ ว่า
“ใช้ไม่ได้!”
จากนั้นก็จัดกล่องใหม่ให้ดู และมันสวยกว่าเดิมทันทีแบบเห็นชัด ๆ
สิ่งที่น่ารักมากคือ คุณป้าไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าต้องจัดแบบไหนถึงจะสวย แต่ปล่อยให้อาจารย์เกด สังเกตเอง ว่าอะไรทำให้กล่องไก่ดูน่ากินขึ้น ตั้งแต่การจัดชิ้นไก่ให้สมดุล ปีกซ้าย-ปีกขวา ไปจนถึงการวางให้ดูเป็นระเบียบ
พอจับหลักได้ อาจารย์ก็เริ่มสนุกกับการลองปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น วางยังไงให้ซอสไม่เลอะ เติมใบไม้แต่งเล็ก ๆ ให้กล่องดูสดใส
ทั้งหมดนี้คือพลังของ Intrinsic Motivation แรงจูงใจที่ผุดขึ้นมาจากภายใน ทำให้เราอยากทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะมีใครสั่ง แต่เพราะเราสนุก อยากพัฒนา และอยากมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคนที่ได้รับมันจริง ๆ
“โฮเรนโซ” หัวใจการทำงานเป็นทีมแบบญี่ปุ่น
สิ่งหนึ่งที่ทำให้การทำงานเป็นทีมของคนญี่ปุ่นราบรื่น คือหลักพื้นฐาน 3 ข้อที่เรียกว่า โฮเรนโซ (報・連・相) ได้แก่
- โฮ Hokoku (報告) : รายงาน อัปเดตสถานการณ์
- เรน Renraku (連絡) : ติดต่อ ประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ
- โซ Sodan (相談) : ปรึกษา เมื่อมีปัญหา
หมั่น รายงาน ติดต่อ ปรึกษา หัวหน้าและทีมงาน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม สำหรับคนญี่ปุ่น รายละเอียดเล็ก ๆ นี่แหละที่ช่วยให้ทีมทำงานไม่สะดุด และป้องกันความผิดพลาดได้
ตัวอย่างเช่น
- บอกว่า มีไฟล์เพิ่ม ต้องโหลดเพิ่ม
- บอกว่า ลูกค้าเปลี่ยนใจนิดเดียว เรื่องดีเทลงาน
- บอกว่า จะถึงช้าหรือเร็วกว่าเวลา แม้แค่ 5 นาที
แต่ รายงานบ่อย ละเอียด ไม่ได้แปลว่า รายงานเยิ่นเย้อ
เพราะใน 1 วัน ทุกคนได้รับข้อมูลเยอะมาก จึงควรส่งข้อมูลแบบที่หยิบไปใช้ได้ทันที เช่น
- ขึ้นต้นด้วย สรุปว่า ‘ต้องการอะไร’
- ใช้ bullet point กระชับ ไม่ต้องเล่าน้ำ
- แยกหัวข้อให้ชัดเจน
- ใส่ ชื่อผู้รับผิดชอบ และ กำหนดวัน ให้ครบ
โฮเรนโซไม่ได้ทำให้งานจุกจิกขึ้นเลย แต่ทำให้ทีมทำงานง่ายขึ้น เพราะทุกคนรู้สถานการณ์เท่ากันตลอดเวลา
ฝึกเขียนเรียงความในใจ
อีกหนึ่งสิ่งที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากคือ การเขียน
อาจารย์เกดเล่าว่า คนญี่ปุ่นมักฝึกเขียน เรียงความในใจ อยู่เสมอ ทั้งรายงานเรื่องาน ขอบคุณและให้ฟีดแบคทีมงานหลังจบอีเวนต์
การเขียนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้ผู้เกี่ยวข้อง ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การเขียนสวย เขียนยาว แต่เป็นการเขียนให้ กระชับ ชัดเจน และมีความหมาย
พนักงานใหม่ในบริษัทญี่ปุ่นต้องเขียนรายงานทุกวัน ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น งานที่ทำ และความรู้สึกของตัวเอง เหมือนเป็นไดอารี่อาชีพ เพื่อให้หัวหน้าเห็นภาพว่าลูกน้องเป็นอย่างไรวันนี้ มีอะไรที่อยากปรับปรุง หรือมีเรื่องไหนที่ต้องช่วยเหลือ
หัวหน้าเองก็ไม่ได้อ่านผ่าน ๆ แต่ตั้งใจอ่าน พร้อมให้ความช่วยเหลือเรื่องงาน และให้คำแนะนำในการเขียนรายงาน
เมื่อทำแบบนี้ทุกวัน คนญี่ปุ่นจึงค่อย ๆ ฝึกสายตาให้ช่างสังเกต เก็บข้อมูลเป็นระบบ และวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งหมดเริ่มจากสิ่งง่ายที่สุด การเขียนเรียงความในใจ ให้กระชับและสื่อความได้ครบถ้วน
หัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น
ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura)
สำนักพิมพ์: มติชน
หมวดหมู่: จิตวิทยาพัฒนาตนเอง
หากคุณอยากอ่านเรื่องราวของอาจารย์เกดแบบเต็ม ๆ ตั้งแต่ประสบการณ์นำเสนองานต่อหน้าผู้บริหารบริษัทระดับตำนานอย่าง Shiseido ไปจนถึงเหตุการณ์ถูกตำหนิแบบญี่ปุ่นจัง ๆ จนเสียน้ำตา และอาจารย์เกดผ่านมันมาได้อย่างไร ขอแนะนำให้อ่านฉบับเต็มในหนังสือหัวใจเซนเซ สร้างคนแบบญี่ปุ่น เลยค่ะ
เพราะบางเรื่องต้องอ่านจากปลายปากกาอาจารย์เกดเอง ถึงจะสัมผัสได้ครบทั้งความน่ารัก ความเหนื่อย ความกดดัน และได้พลังในทุกบทเรียน
Your comment is awaiting moderation.
orlistat liver risk
orlistat liver risk
Your comment is awaiting moderation.
online safety rules
online safety rules
Your comment is awaiting moderation.
orlistat mechanism scientific basis
orlistat mechanism scientific basis
Your comment is awaiting moderation.
insurance coverage verification
insurance coverage verification
Your comment is awaiting moderation.
orlistat health safety warnings
orlistat health safety warnings
ชอบมากเลยค่ะ