เตียงนุ่ม ๆ หนังสือดี ๆ และชีวิตที่ไม่ต้องรีบ

คลองเพกาเทรล สนามเทรลแรกของนักวิ่งมือใหม่วัย 31 ปี

ไม่เคยคิดว่า ตัวเองในวัย 31 ปี จะได้ลอง วิ่งเทรลเป็นครั้งแรก

จากคนที่เคยวิ่งรอบสนามโรงเรียนสั้น ๆ ก็หอบจนต้องพ่นยา วันนี้พิชิต 5 กิโลเมตรแรก บนสนาม คลองเพกาเทรล จังหวัดปราจีนบุรี ได้แล้วค่ะ

เรื่องราวของมือใหม่ไปวิ่งเทรล

จุดเริ่มต้นของเราคือ อยากจะชวน พี่สัน คุณผู้ชายของบ้านกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง หลังจากที่ชวนกันตะลุยกินร้านอร่อย ๆ จนน้ำหนักขึ้น ซึ่งเขาชอบวิ่งออกกำลังกาย ถึงขนาดเคยพิชิตมาราธอนมาแล้ว

รอบนี้เราเลยเอ่ยปากชวน “ไปวิ่งเทรลกันเถอะค่ะ!”

เลือกสนามแรกสำหรับมือเก่าและมือใหม่

เราเริ่มค้นหางานวิ่งเทรลจากเว็บไซต์ RUNLAH โดยเลือกงานที่มีเส้นทางวิ่งหลายระยะ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และมีเส้นทางธรรมชาติสวย ๆ ให้ได้เที่ยวไปด้วย

หลังจากเปรียบเทียบอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเราก็เจอสนามที่ตอบโจทย์ทั้งมือเก่าที่อยากกลับมาลงสนาม และมือใหม่ที่อยากจะเปิดประสบการณ์

สนามนั้นก็คือ คลองเพกาเทรล จังหวัดปราจีนบุรี

พี่สันสมัครระยะ 16 กิโลเมตร เส้นทางผ่านน้ำตกบางบ่อซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน ส่วนคุกกี้เลือก Fun Run ระยะ 5 กิโลเมตร

เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ก็มีแรงบันดาลใจฝึกซ้อมวิ่งแล้วล่ะ!

ทีแรกก็ตั้งใจไว้ว่าแบบนั้น แต่ในความเป็นจริง เราวิ่งไปสักพักก็ทั้งเหนื่อย ทั้งเบื่อแล้ว แต่ก็พยายามพาตัวเองออกไปวิ่งในสวนสาธารณะอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่เคยวิ่งได้ถึง 5 กิโลเมตรเลย

ถึงจะเตรียมตัวมาไม่ถึงเป้าหมาย แต่เราก็ไม่ได้อยากกดดันตัวเองจนหมดสนุก อย่างน้อยงานวิ่งเทรลนี้ก็ทำให้เราเริ่มออกไปวิ่งมากกว่าเดิมแล้ว

คืนก่อนแข่งที่ร้อนกว่าที่คิด

สองสัปดาห์ก่อนวันงาน เกิดมหาอุทกภัยในหลายจังหวัด รวมถึงปราจีนบุรี เราจึงไม่แน่ใจว่างานจะจัดได้ตามกำหนดหรือไม่ กว่าจะได้รับการยืนยันจากผู้จัด ก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน

พวกเราเลยไม่ได้จองที่พักไว้ล่วงหน้า แต่เลือกกางเต็นท์ที่ แดนสนธยา แคมปิ้งวิว ซึ่งเป็นทั้งลานกางเต็นท์และจุดปล่อยตัวนักวิ่ง

นี่คือ ความผิดพลาดแรก ของมือใหม่วิ่งเทรล 

ลานกางเต็นท์กว้างขวาง มีลำธารสวย ๆ ให้ลงไปเล่นน้ำ แต่ใครจะคิดว่าอากาศช่วงปลายฤดูฝนบนเนินเขาจะร้อนอบอ้าวจนแทบทนอยู่ในเต็นท์ไม่ได้

พอตกดึกที่ควรจะได้นอนพักเอาแรง อากาศก็ยังไม่เย็นลง แถมรอบเต็นท์ยังเต็มไปด้วยแมลง จนเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้ไม่เต็มที่

คืนนั้นเราจึงได้แต่นอนพลิกตัวไปมา กว่าจะรู้ตัวอีกที เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้นตอนตี 4.30 น.

เช้ามืดของนักวิ่งมือใหม่

ลานกางเต็นท์เริ่มคึกคัก นักวิ่งระยะ 25 กิโลเมตรกำลังเตรียมตัวออกสตาร์ต บางคนวอร์มร่างกาย บางคนจัดอุปกรณ์อย่างคล่องแคล่ว ทั้งเสื้อกั๊กใส่น้ำและไฟฉายคาดหัว

เรามองพวกเขาด้วยความตื่นเต้นปนนับถือ หลายคนดูฟิตสมกับเป็นนักวิ่งประจำ แถมยังมีท่าทีสบาย ๆ ราวกับออกมาเดินเล่นยามเช้า ต่างจากมือใหม่อย่างเราที่แค่คิดว่าจะต้องวิ่งให้ครบ 5 กิโลเมตรก็กังวลแล้ว

ตี 5 เสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น นักวิ่งกลุ่มแรกออกวิ่งไปบนเส้นทางที่ยังมืดสนิท แสงไฟจากไฟฉายค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป พวกเขามีเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อกลับเข้าเส้นชัย แค่ลองนึกภาพตัวเองวิ่งสลับเดินนานขนาดนั้น เราก็ยังจินตนาการไม่ออกเลย

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงแตรดังขึ้นอีกครั้ง ถึงคิวของพี่สันและนักวิ่งระยะ 16 กิโลเมตรออกตัว ท้องฟ้ายังไม่สว่าง ไฟฉายคาดหัวยังคงเป็นแสงนำทาง โดยนักวิ่งระยะนี้มีเวลา 4 ชั่วโมงในการเข้าเส้นชัย

จนถึงหกโมงเช้า ก็ถึงคิวของ Fun Run ระยะ 5 กิโลเมตรอย่างเรา กลุ่มนี้มีนักวิ่งตั้งแต่เด็กวัยประถมไปจนถึงผู้สูงวัย หลายคนมาแบบสบาย ๆ ไม่ได้มีอุปกรณ์มากมายเหมือนระยะไกล

เสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น คุกกี้รวบผมเปียให้แน่น สูดหายใจลึก ๆ แล้วออกวิ่งไปตามจังหวะของตัวเอง 

ในที่สุด สนามเทรลแรกในชีวิตก็เริ่มต้นขึ้น

วิ่งบ้าง เดินบ้าง ก็สนุกดีนะ

ช่วงแรกเป็นถนนลูกรังแนวราบ เราเริ่มวิ่งช้า ๆ จากท้ายกลุ่ม เพราะยังไม่รู้ว่าควรออกแรงแค่ไหนถึงจะไปได้ตลอดระยะทาง แต่ผ่านไปเพียงห้านาที ความท้าทายแรกก็มาถึง

เนินเขา

เส้นทางช่วงแรกเป็นทางขึ้นเนินต่อเนื่อง แม้ระยะทางไม่ไกลมาก แต่เหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะ ตอนแรกเราพยายามวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนแซงนักวิ่งหลายคนที่เริ่มเปลี่ยนมาเดิน

ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนตัวเองกำลังทำได้ดี จนกระทั่งเหลือบมองนาฬิกาแล้วพบว่า ผ่านไปสิบนาที เราเพิ่งวิ่งได้ 600 เมตร หัวใจเต้นแรงจนขึ้นไปอยู่โซน 3 เกือบ 4 แล้ว

ถ้ายังฝืนวิ่งต่อไปแบบนี้ เราอาจจะเป็นคนแรกที่ทำให้พี่ ๆ กู้ภัยที่ยืนรออยู่ได้มีงานทำ จึงเปลี่ยนมาเดินขึ้นเนินแทน

พอไม่ต้องก้มหน้าฝืนวิ่ง เราก็ได้มองรอบตัวมากขึ้น สองข้างทางเป็นป่าเล็ก ๆ สลับกับสวนที่ชาวบ้านปลูกต้นไม้ไว้ บรรยากาศร่มรื่นกว่าที่คิดไว้มาก

ระหว่างทางมีช่างภาพประจำจุดคอยถ่ายรูปนักวิ่ง พอเห็นกล้อง เราก็ฮึดกลับมาวิ่งอีกครั้ง เผื่อจะได้ภาพสวย ๆ กลับไปบ้าง แต่พอวิ่งผ่านกล้องไปได้ไม่นาน ก็กลับมาเดินหอบขึ้นเนินเหมือนเดิม

วิ่งเท่าที่ไหว เดินชมวิวเมื่อเหนื่อย แล้วค่อยเริ่มวิ่งใหม่เมื่อพร้อม

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงจุดเช็กพอยต์ที่ทีมงานเตรียมน้ำและเครื่องดื่มเกลือแร่ไว้ให้ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลนักวิ่ง เราแวะจิบน้ำให้สดชื่น ก่อนจะเดินหน้าต่อไปยังจุดกลับตัว

เส้นทางระยะ 5 กิโลเมตรของสนามนี้เป็นแบบไปและกลับตามทางเดิม ระหว่างที่เรากำลังเดินต่อ ก็เห็นนักวิ่งกลุ่มผู้นำวิ่งสวนกลับมาแล้ว บางคนเคลื่อนตัวผ่านไปอย่างรวดเร็ว นี่สินะคนที่ซ้อมวิ่งเป็นประจำ

ในที่สุด เราก็มาถึงจุดกลับตัวที่ระยะ 2.5 กิโลเมตร

จุดเล็ก ๆ ที่ทำให้เราภูมิใจ เพราะปกติเวลาไปวิ่งในสวน พอถึงระยะนี้ก็มักเริ่มเหนื่อยและหยุดพัก แต่ครั้งนี้เรายังมีแรงเหลือ และยังสนุกกับการวิ่งอยู่ บางทีอาจเป็นเพราะบรรยากาศพาไป มีธรรมชาติสวย ๆ ให้มอง และมีนักวิ่งอีกมากมายที่กำลังพยายามไปให้ถึงเป้าหมายเหมือนกัน

ช่วงเวลาที่รอคอย

ถ้าการวิ่งขึ้นเนินเป็นช่วงที่ทดสอบกำลังใจ การ วิ่งลงเนิน ก็คงเป็นรางวัลของมือใหม่อย่างเรา

หลังจากค่อย ๆ เดินขึ้นมาอย่างเหนื่อยหอบ พอถึงช่วงทางลาดลง เราก็ได้ปล่อยตัววิ่งไปตามความชันของเส้นทาง ลมเย็น ๆ ปะทะหน้า เป็นช่วงเวลาเดียวที่ร่างกายรู้สึกเบาจนวิ่งได้อย่างอิสระ

หลังจบงาน เมื่อกลับมาดูรูปที่ช่างภาพถ่ายไว้ ก็เห็นความแตกต่างชัดเจน รูปตอนขึ้นเนินหน้าตาเหมือนคนโดนบังคับมาวิ่ง ส่วนรูปตอนลงเนินดูเหมือนคนที่เพิ่งจะชนะรางวัล ยิ่งใกล้ถึงเส้นชัย รอยยิ้มก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ

และแล้วคุกกี้ก็เข้าเส้นชัยในเวลา 48 นาที 57 วินาที

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราไม่เคยวิ่งถึง 5 กิโลเมตรเลย แถมยังได้อันดับ 4 ในรุ่นอายุ 18-35 ปีของผู้หญิง เป็นผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมายของตัวเองไปมาก

สิ่งที่ทำให้ดีใจที่สุดคือ เราทำได้ และค้นพบว่าร่างกายของเรายังทำอะไรได้มากกว่าที่เคยคิดไว้

จุดเริ่มต้นของมือใหม่

หลังเข้าเส้นชัย เราไปอาบน้ำและเก็บเต็นท์ ก่อนกลับมานั่งรอพี่สันที่บริเวณเส้นชัย จนเวลาประมาณแปดโมงกว่า ๆ เขาก็วิ่งมาถึง ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า ซึ่งดีกว่าที่เจ้าตัวคาดไว้เช่นกัน

แม้เราจะวิ่งคนละระยะ แต่ต่างคนต่างทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จในแบบของตัวเอง

ถ้าคุณกำลังอยากเริ่มออกกำลังกาย แต่ยังไม่มั่นใจเหมือนที่เราเคยเป็น การวิ่งเทรลอาจเป็นเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ช่วยให้คุณเริ่มออกไปวิ่ง ได้เที่ยวไปพร้อมกัน และรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น

เพราะบางครั้ง การออกไปลองทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ก็อาจทำให้เราได้ค้นพบว่า ตัวเองยังทำอะไรได้มากกว่าที่เคยคิด

Previous Post

วันธรรมดาที่ได้อ่านหนังสือเล่มโปรด
ดูหนังสยองขวัญในคืนฝนตก ตกแต่งบ้านสองชั้น
ออกเดินทางไปดูโลก แล้วกลับมาบ้านอีกครั้ง

ความสุขที่ซ่อนอยู่ในวันธรรมดา

ยินดีต้อนรับสู่ บ้านโมริ
สถานที่แสนพิเศษที่ชวนให้สบายใจเป็นที่สุด

☘︎ บ้านโมริ (BaanMori) since 2025 © All rights reserved.